Album Unorthodox Jukebox ของ Bruno Mars

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

       กระทาชายนายดาวอังคารกลับมาเขย่าวงการเพลงด้วยหมัดฮุคขวาเข้าบ้องหูคนฟังอีกครั้งด้วยอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อชุดว่า Unorthodox Jukebox  ภายใต้สังกัดวอร์เนอร์มิวสิค  เป็นstudio albumที่สองของเขาหลังจากชุดแรก Doo-Wops & Hooligans ประสบความสำเร็จ  และทำให้เรารู้จักเพลงฮิตของเขามากมายและรวมถึงเพลงที่เขาไปช่วยแจมแต่งแจมร้องด้วยอย่าง Nothin on you , marry me, grenade, the lazy song หรือ just the way you are เป็นต้น ในวันนี้เขากลับมาสะเทือนบัลลังก์ชาร์ทอันดับหนึ่งทุกสถาบันในทุกมุมโลกจริงๆ  เรียกได้ว่า คุ้มค่ากับการที่เจ้าตัวได้ไปใช้เวลาเพาะบ่มและลงแรงทำเพลงชุดใหม่นี้มาแบบ “เข้มข้น” กว่าเดิมเป็นเท่าตัว
 

       ภาพรวมของงานชุดนี้หลังจากได้นั่งเสพมันทีละเพลงอย่างละเอียดและใช้จิตวิญญาณของตัวเองสัมผัสมันแล้ว ทำให้เราพบว่า งานชุดนี้ของพี่ Peter Gene Hernandez (ชื่อเต็มของเฮียแก)  มีความเข้มข้นและทรงพลังมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวจริงๆทั้งในด้านดนตรีที่หนักหน่วงและมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมสุดๆ  และรวมถึงเนื้อหาที่เป็นแก่นของเพลงด้วย  เรียกว่าใครที่เคยเห็นเขา หรือชินในภาพลักษณ์ของนักร้องป็อปไอดอล R&B รุ่นใหม่แล้วละก็  งานชุดนี้อาจจะได้เห็นตัวตนที่เอาจริงเอาจังและหนักหน่วงดำมืดดิบเถื่อนมากขึ้นกว่าเดิม  ระบายผ่านบทเพลงทั้งสิบที่เขาได้กลั่นสร้างขึ้นมาในชุดนี้ ด้วยทีมเพลงระดับโคตรหัวกะทิอย่าง Mark Ronson, Jeff Bhasker, Emile Haynie, Supa Dups, Diplo, Benny Blanco, Paul Epworth ทีม The Smeezingtons ถูกดึงมาช่วยงาน .. แน่นอน พี่ดาวอังคารต้องนั่งแท่นทำเพลงด้วยชัวร์ๆในทุกขั้นตอนรวมถึงเป็น Executive เองอีกตะหาก ด้วยความล้มเหลวในระยะแรกๆของชีวิตคนทำเพลงของเขา ทำให้เขาต้องการอิสระในการปลดปล่อยตัวตนลงในบทเพลงอย่างมากและมันก็แสดงให้เห็นในงานชุดนี้ว่า ความอัดอั้นที่อยากปล่อยของๆเขา มันมากมายมหาศาลขนาดไหน ด้วยปริมาณสไตล์เพลงที่ ยกมาแทบจะทั้งโลก ทวีปไหนมีเพลงแนวไหน พี่แกลากมาผสมผสานได้อย่างลงตัวและมีพลังสุดๆ พูดถึงเรื่องความแตกต่างของแนวเพลงระหว่างชุดแรกกับชุดนี้แล้วมันต่างกันแบบเห็นได้ชัดแน่นอนอย่างที่ผมเกริ่นไปตอนต้นเพราะงานชุดแรกนั้นBruno (สรุปจะเรียกเฮียแกว่าอะไรกันแน่ – ผู้เขียน) มีหน้าที่ต้องทำงานเขียนเพลง เป็นโปรดิวซ์ให้คนอื่นด้วย  ไม่แปลกที่คนเบื้องหลังจะอยากให้งานคนอื่นฮิตติดตลาด เขาจึงทำเพลงป็อปและเพลงที่คิดว่าน่าจะโดนคนฟังเอาไว้ ค่อนข้างมาก  ส่วนผสมในงานชุดแรกจึงเป็นเพลงป็อป ฟังง่ายๆตามแบบฉบับตลาดนิยม อย่างที่เราๆท่านๆได้ฟังกัน
 

       แต่ชุดนี้พอมีเวลามีอิสระมากขึ้นไม่ต้องโดนข้อจำกัดเรื่องเวลา (เอ๊ะ ดราม่าเรื่องนี้มันคุ้นๆ)  งานชุดนี้เลยได้ปล่อยของกันเต็มข้อกับแนวเพลงหลากหลายที่ทรงพลัง ทั้ง Pop , Soul , Rock   Reggaeก็มี และรวมถึง Disco ก็ยังจะมีเข้ามาด้วย  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  หลังจากฟังจนหมดเพลงสุดท้าย  ไม่มีสักเพลงที่หลุดธีมอัลบั้มไปเลย  ทั้งๆที่ต่างแนวเพลงกัน แต่สิ่งที่เรียกว่า “กลิ่นอาย”  มันอบอวลคละคลุ้งไปทุกๆเพลงด้วยลายเซ็นที่หนักแน่นของ Bruno Mars  มาไล่ดูเพลงที่น่าสนใจในอัลบั้มกัน พูดจริงๆก็คือ เพราะทั้งอัลบั้ม   บอกได้แบบนี้จริงๆ  ถ้าจะให้คะแนน ผมก็คงจะให้คะแนนเต็ม 10 แบบไม่ลังเลใจ  เพราะเรื่องแรกก่อนที่สะดุดที่สุดคือ ซาวด์ หรือ ภาคดนตรีของอัลบั้มนี้ ที่ผมชอบมากและให้คะแนนเต็มเพราะเหตุนี้เลย  เพราะมันมีกลิ่นอายของเพลงเก่าๆ เสียงเครื่องดนตรีแบบคลาสสิคๆย้อนกลับไปสิบยี่สิบปีก่อน   เสียงสแนร์ทื่อๆ โบราณๆ  สำเนียงเพลงสมัยยุค 80 90  แต่เชื่อว่า  งานชุดนี้แหละ ที่จะทำให้วัยรุ่นช่วง 80s กับ 90s อินและชอบได้มากกว่าคนรุ่นไหนๆ  พวกมนุษย์ Gen Y แบบพวกผมนี่แหละ 20up ไปจนถึง 40กว่าๆ ก็ยังฟังได้ และน่าจะชอบงานชุดนี้แบบจริงๆจังๆเลยล่ะเพราะในความretroเล็กๆนี้  ยังมีลูกเล่น มีซาวด์ที่รับรู้ได้ว่า  จริงๆแล้วไอ้นี่มันก็เป็นเพลงในยุค 2012นี่แหละไม่ใช่เพลงโบราณจากไหน  ด้วยลูกเอฟเฟคเฟี้ยวฟ้าวที่ซ่อนๆอยู่ในเพลง  ต้องลองฟังดีๆ
 

       เพลงแรก Locked out of heaven ขอพูดถึงเพลงนี้ก่อนเลย เคยเขียนรีวิวซิงเกิลแยกไปทีนึงแล้ว แต่ก็คงต้องขอบอกว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่สุดเลิฟที่สุดในอัลบั้มนี้ และก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะคนก็ชอบเพลงนี้กันทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยเช่นกัน  กลิ่นอายเพลงย้อนยุคเจ๋งๆไปอยู่แถวๆสิบยี่สิบปีก่อน  ได้กลิ่นอายบางอย่างคล้ายคลึงกับเพลงของราชาเพลงป็อปอย่าง MJ และรวมถึงความตั้งใจคล้ายกับงานของ The Police โดยเฉพาะ Roxanne มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกิมมิคเพลงนี้ แต่โดยรวมแล้วเพลงนี้เป็นเพลงโปรโมทของอัลบั้มที่มีความสมบูรณ์แบบของเพลงสมัยใหม่ แต่คงความเก๋าในแบบเพลงยุคเก่าอยู่ในตัวได้ด้วย  บวกกับพลังเสียงของพี่ดาวอังคาร  ทำให้เพลงนี้มันยอดเยี่ยมกระเทียมดองแปลงร่างจริงๆ 
 

       นอกจากนี้  ย้อนขึ้นไปหนึ่ง track เพลงที่เป็นแทร็คแรกของอัลบั้มอย่าง Young Girls ก็เป็นเพลงที่เหมาะกับ คนที่ชื่นชอบเขาในงานชุดแรกมากๆ  งานชุดนี้ก็ยังมีติดเพลงที่เป็นป็อปจ๋าฟังง่ายๆมาให้คนฟังได้ฟังอะไรที่มันเป็นปกติเคยชินอยู่บ้าง  แบบที่เรียกได้ว่า  ฟังเพลงนี้ปุ๊บ  บอกได้ทันที นี่แหละ Bruno Mars
 
 
        Gorilla เพลงที่ผมสนใจมากที่สุดอีกเพลงในงานชุดนี้  และด้วยความที่หน้าปกมันมีกอริลล่าอยู่ด้วย (ผมเพิ่งสังเกต) ทำให้เราเชื่ออีกว่า  ที่เราสนใจเพลงนี้ มันไม่ได้เกิดจากการคิดไปเองหรือหูเพี้ยน เพราะเราชอบเพลงนี้มากด้วยความหนักของมันตั้งแต่ดนตรี และเมโลดี้  ที่ดนตรีมาเป็นร็อคหนักๆมาเลย  รวมถึงเมโลดี้ที่หนักตามเพลงเช่นกัน  แม้จะไม่ได้หนักขนาดเป็นพวกชาวร็อคเต็มขั้น  แต่ผมรู้สึกถึง Heavy Metal แบบสมัยก่อน  ซ่อนอยู่เล็กๆลึกๆในเพลงนี้ อารมณ์เดียวกะ Highway Star หรือ Rock Bottom ประมาณนั้นเลย ในแง่ของกลิ่นอาย นี่ยังไม่จาระไนถึงเนื้อเพลงนะครับ ต้องลองฟังดู เนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และใช้คำรุนแรงมาก มีพวก F*** Word และเนื้อหาพูดถึงสิ่งมอมเมาเสพติด และ sex
 

       Moonshire เพลงที่สามที่ผมให้คะแนนเต็ม  เพลงนี้ชอบพอๆกับ Locked out เลย เพราะแนวดนตรีอีกนั่นแหละที่เป็น Rock แบบโบราณๆ ที่ไม่เชยแต่เก๋า และมิติของเพลงมันลึกมาก  มาเจอกับเมโลดี้สวยๆในเพลงนี้ โดยเฉพาะท่อนฮุค  เพลงนี้เสพแล้วฟินมากจริงๆครับห้ามพลาด  มันลงตัวมากไม่รู้จะพูดยังไง พูดได้อย่างเดียวว่า  ถ้าพลาด เสียใจไปตลอดชีวิตแน่  ไม่ได้เว่อร์!!
 

       Show Me อีกหนึ่งซิงเกิลที่ผมให้คะแนนเต็ม10แบบไม่มีอะไรหัก  แสดงให้เห็นความหลากหลายแบบจริงจังในชุดนี้ - -*  เพราะเพลงนี้  ฮาวายเอี้ยนซาวด์มาเลยครับ   นี่มันเพลง Reggae ชัดๆ  ฟังแล้วฟินและhappyมากๆ เป็นเร้กเก้ที่ฟังแล้ว มีสเน่ห์และมีลูกเล่นอยู่ในตัว  ฟังจบเพลงแล้วอยากจะไปกระโดดบ่อน้ำครำแถวบ้านว่ายน้ำเล่น แทนทะเลซะเลยจริงๆ  เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า เขาผู้นี้เป็นคนที่ร้องเพลงแล้วมีสเน่ห์มากจริงๆ ต้องฟังเพลงนี้ครับ คะแนนเต็มนะ
 

       นอกจากนี้เพลงอื่นๆที่น่าสนใจ .. เรียกว่า น่าสนใจทั้งอัลบั้ม ทุกเพลงเลย น่าจะดีกว่า  อีกเพลงที่มีความหลากหลายอย่าง Treasure เพลงนี้มาเป็น Disco จ๋าเลยครับ   ตั้งแต่introจนจบ  ภาพของลูกบอลสีเงินๆกลางฟลอร์(เค้าเรียกว่าอะไรนะ) หมุนๆแล้วมีแสงยิบๆๆออกมา   เป็นภาพนั้นเลยครับ  ฟังแล้วก็คิดไปถึงช่วงเวลาสมัยที่โลกยังไม่มีอินเตอร์เนท  สมัยพ่อจีบแม่ ประมาณนั้นเลย
 

       เพลงสุดท้าย If I knew  เพลงนี้ก็มาเป็น Soul จ๋าๆมาเลย มาปิดท้ายอัลบั้มแบบชิลๆย้วยๆ ตามสไตล์โซลแบบคนผิวสีเลย  เพลงนี้ก็เป็นเพลงช้าที่เพราะและปิดอัลบั้มได้สวยงามจริงๆ  และอีกเพลงที่ไม่พูดถึงไม่ได้ When I was your man นี่ก็อีกหนึ่งแนวที่เป็นบัลลาดเพราะๆ ที่มีเสียงเปียโนเป็นตัวชูโรง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็น R&B สอดแทรกอยู่ในลูกเอื้อนของพี่Marsเค้าด้วย.. 
 

      สรุปแล้ว งานอัลบั้มนี้ EPIC สุดๆ มีทั้งความหนักหน่วง เข้มแข็ง แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของงานของเขา  และยังมีความหลากหลายที่ทำออกมาอย่างลงตัว  แสดงถึงความอิสระที่ไร้ขอบเขต  แต่ในขณะเดียวกันก็สุภาพและมีความคลาสสิคแบบย้อนยุคสมัยเก่าๆอยู่ในตัวค่อนข้างสูง  และแน่นอน ความดิบเถื่อนเล็กๆที่ออกมาในตัวบทเพลงของเขาชุดนี้  น่าจะโดนใจสาวน้อยสาวใหญ่ที่ชอบผู้ชายแมนๆดิบๆ เป็นแน่แท้ (เผื่อกรณีที่ แฟนเพลงป็อปเก่าๆจะรับเพลงที่แรงขึ้นไม่ไหว ก็ยังมีกลุ่มลูกค้าแบบอื่นรอท่าอยู่อีก ฮิๆ)  Unorthodox Jukebox สุดยอดครับ ห้ามพลาด
Close [×]