Article

30 Seconds To Mars Live in Bangkok 2014 สุดยอดความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของแฟนเพลงที่ได้ไปชม.. กับคอนเสิร์ตที่”แม่งโคตรมันส์”ที่สุดครั้งหนึ่งบนผืนพิภพสยามประเทศ

หัตถาครองพิภพ April 08, 2014

รูปภาพถ่ายโดย Dang Eos
ขอบคุณ PMG และ นิตยสาร Overdrive

         คำโปรยหัวข้อบทความนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่เกินเลยไปแม้แต่นิดเดียว สำหรับแฟนเพลงของวงร็อคระดับโลกอย่าง 30 Seconds To Mars หรือที่เขาเรียกกลุ่มแฟนเพลงว่า Echelon นั่นแหละ  ถ้าเช่นนั้นผมเองก็คงต้องถูกเรียกว่า Echelon Thailand ด้วยอีกคนนึงเช่นกัน เพราะนี่คือ วงดนตรีที่เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาที่ชีวิตหนึ่ง จะต้องได้ดูสักครั้งก่อนตาย  ทันทีที่แฟนเพลงของ 30STM ในประเทศไทยได้รู้ข่าวว่า หนุ่มๆสามสิบวิจะได้มาเล่นที่ประเทศไทยแล้ว ทุกคนตื่นเต้น เนื้อเต้น และดีใจมากๆ เตรียมตัวลุยกันตั้งแต่ที่ได้ข่าว  คือมันไม่ใช่อะไรที่บ่อยครั้ง ที่วงระดับนี้จะมาเยือนประเทศเรา และยิ่งเป็น 30STM วงที่มีคิวทองแล้วด้วย นี่เป็นโอกาสที่ห้ามพลาด ชนิดที่ว่า พลาดไปแล้ว เมื่อไหร่จะได้ดูอีกก็ไม่รู้  คือถ้าเขาจะมาอีกในชุดต่อไป ก็อาจจะมาโซนบ้านเรานี่ แต่อาจจะสลับไปประเทศอื่นๆอย่าง อินโดนีเซีย หรือ สิงคโปร์แทน ดังนั้น  ถ้าไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆวันนั้น อย่าพลาดเด็ดขาด ไม่งั้นเสียใจไปชั่วชีวิต  เพราะต่อให้คุณมีเงินอีกในภายหลัง จะตามไปดูพวกเขาที่ประเทศอื่นก็ตาม  “ฟีลมันไม่ใช่”  มันจะไม่มีทางเหมือนคอนเสิร์ตที่จัดในบ้านเรา ในแต่ละประเทศเด็ดขาด  เพราะอะไร...ในคอนเสิร์ตมันมีคำตอบอยู่

         หลังจากที่ได้มีการยืนยันแล้วว่า 30STM จะมาเมืองไทย ก็เริ่มมีโฆษณา มีโปรโมต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เห็น  ที่ผมเห็นแบบเด่นชัดมากจริงๆ ที่เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเห็น ก็คือโฆษณาที่อยู่ตรงแยกอโศกถ้าจำไม่ผิด ใหญ่บิ๊กเบิ้มมาก  กับอีกอันนึงคือ  โฆษณาบนตัวรถเมล์ส้มสาย 511 ซึ่งเป็นการทำการตลาดที่โคตรแยบยลและโดนจุดสุดๆ  เพราะว่า อีสาย511มันวิ่งครอสกรุงเทพฯจากสายใต้ ปิ่นเกล้า ผ่านประตูน้ำ สุขุมวิท  ไปโผล่ยันนู้น สี่แยกบางนา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของคอนเสิร์ตครั้งนี้ 30 Seconds To Mars Live in Bangkok Saturday 5th April 2014 @ BITEC Bangna (EH) 106 นั่นเอง เรียกได้ว่าเจาะกลุ่มเลย ใครอยากไปดู MARS ถ้าจะนั่งรถเมล์ไป ก็เนี่ยแหละ 511 หลับรวดเดียวไปโผล่บางนาเลย ขึ้นคันป้ายเหลืองขึ้นทางด่วนยังได้  ผมชอบนะ เข้าใจคิดดี  (แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครนั่งมา เพราะBTSก็ตูมเดียวถึงเหมือนกัน สถานีบางนา หรืออุดมสุขตรงนั้นก็ได้)  เสียดายว่า ตั้งแต่มันโฆษณามา ผมยังไม่มีโอกาสได้เห็นรถเมล์ที่ว่าเลย ไม่ได้ไปดักดู  แต่มี Echelon Thailand ไปถ่ายรูปมาได้ อิจฉามาก
         เมื่อถึงเวลาชุมนุมใหญ่(!?) ของชาว Echelon เสาร์ห้า  วันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2557 มาถึง  ผมเชื่อว่าหลายคนตื่นเต้นไม่เป็นอันกินอันนอนเหมือนผม เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เรารอคอยกันมานานมาก กับโคตรรวงที่ พวกเราได้แต่นั่งดูเขาทั้งสาม หรือ4คนในอดีต  ได้แสดงLive หรือเล่นใน MV เพลงต่างๆผ่านทางyoutube กันอย่างเดียว ดูไปน้ำลายก็หยดแหมะๆไป เพราะอิจฉา”ฝรั่ง”ที่ได้ดู 30STM สดๆในคลิปเหล่านั้น  ได้ตะโกนร้อง ได้เล่นเซิร์ฟคลื่นมนุษย์กะเฮียเร็จ ได้ยกมือร้องโน่วโน่วกันแบบสะใจโคตรๆ .. วันนี้  พวกเราที่ได้ไปที่นั่น  ไม่ต้องดูผ่านyoutubeอีกแล้ว  เพราะทั้งสามคน Jared Leto , Shannon Leto และ TomoMiličević โผล่ออกมาตัวเป็นๆให้เจน ญาณทิพย์และพวกเรา สามารถสัมผัสและมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ(!?)ตัวสดๆ ไม่ต้องเพ่งญาณพิศผ่านญูธูปร์แต่อย่างใด  นี่แหละ คือสิ่งที่พวกเรารอคอยกันว่า ไอ้ที่เห็นว่ามันเจ๋งๆนั่นน่ะ  ดูของจริง ไปยืนอยู่ในบรรยากาศสดๆ  มันจะเป็นยังไงกันแน่ วันนี้คือวันที่พวกเราได้รับรู้มัน และได้รับประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำใดๆในโลกนี้จริงๆ  ผมเชื่อว่าทุกคนรู้สึกแบบนั้น

         เมื่อวันงาน เวลางานมาถึง ตัวผมและเพื่อนๆก็เดินไปก่อนเวลา show time ตอนสองทุ่ม จะได้ไม่เลท  คือตามกำหนดการ ประตูเปิด 19.00 น. และเล่น 20.00 น. แต่เมื่อไปก่อนเวลา ตอนนั้นทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม  คนยังต่อแถวลากยาวออกมาถึงประตูอีกด้านนึงเลย  ก็มีงงบ้างเล็กน้อยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น คนเยอะขนาดยัดเข้าไปไม่หมด หรือเพิ่งจะเปิดประตู หรืออะไรกันแน่ เราก็ต่อแถวกันเข้าไป  พักใหญ่ๆเลย เลยเวลาด้วยก็คิดว่าเขาคงเล่นเลทอยู่แล้ว  ยืนรออยู่ไปๆมาๆ อยู่ดีๆก็ตัดแถวใหม่  เปิดประตูใหม่ภายหลัง  ก็เลยงงๆว่า สรุปมันเพราะอะไร ทำไมไม่เปิดประตูให้หมดตั้งแต่แรก แต่ช่างมันเถอะ พวกเราไม่มีใครซีเรียส ยืนรอกันด๊ายยยย สบายๆ แค่กลัวเข้าไปดูไม่ทันเท่านั้นเอง  เพราะทุกวินาทีที่พวกเราสาวก 30STM ที่จะได้ใช้ร่วมกับศิลปินนั้น  ทุกวินาทีมันคือ”ความพิเศษของชีวิต” ที่เราไม่อยากพลาดเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
         ด้านในก็มีบูท มีขายน้ำอะไรไปตามเรื่องตามราว ด้านนอกhall ของไบเทคนั่นเอง เจ้าภาพที่จัดงานนี้คือ PMG ร่วมกับสปอนเซอร์จากเบียร์สิงห์ เอ่ยชื่อคงไม่เป็นไรมั้งครับ ถือว่าเขาได้นำศิลปินดีๆมาให้พวกเราได้ชมกัน ปีนี้สิงห์ฉลอง80ปีก็หาอะไรสเปเชี่ยลๆมาให้คนไทยดูรายงานอยู่  (ของผมก็ตั้งแต่ต้นปีแล้วที่ได้ดู “เดวิดมอยส์” - -“ ตัวเป็นๆในรอบพาแมนยูไนเต็ดมาไทยนั่นแหละ)  พอเข้าไปงานแล้ว ก็ยืนรอ ฟังเพลงคลอไปเรื่อยๆรอเวลา สรุปแล้วก็ได้เล่นนั่นน่ะแหละอย่างที่คาด คือประมาณ 3ทุ่มนั่นเอง เลทจากเวลาที่ตารางเค้าว่ามา  คือเราก็มาก่อนเวลานะ ถ้าเข้าไม่ทันก็ไม่ใช่ความผิดแฟนเพลงที่ต้องมายืนรอแถวนะเฟ้ย อยู่ที่การmanageของทีมงานต่างหาก(ฮา) แต่ทุกคนเข้ามาทันได้ดูก็โอเค^^

         ทันทีที่คอนเสิร์ตเริ่ม นั่นแหละคือวินาทีที่ทุกคนรอคอย และอะดรีนาลีนหลั่งกันปริ๊ดๆๆๆทุกคน เชื่อว่า นี่เป็นโมเมนต์ที่ตื่นเต้นที่สุด และในที่สุด เทพเจ้าทั้งสามก็ค่อยๆออกมาทีละคน  มันเป็นการรอคอยที่สิ้นสุดลง และตลอดเวลาของคอนเสิร์ต นั่นคือ “ห้วงเวลาแห่งสวรรค์” ของพวกเราอย่างแท้จริง  ภาพทุกภาพ เพลงทุกเพลง เสียงกรี๊ด  คำพูดของจาเร็ด และโมเมนต์ของแฟนเพลง ทุกอย่าง เป็นอะไรที่พิเศษชนิดที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว นี่คือหนึ่งเดียวบนประเทศไทยนี่จริงๆ  เริ่มแรกมาด้วยการบิ๊ว ประหนึ่งลั่นกลองรบ  กำลังจะออกไปทำศึก ทั้งของ Echelons และของ 30STM เอง ด้วยบทเพลงinterludeที่อยู่ในชุดล่าสุด อย่างเพลง Birth  เพลงที่เสียงกลองแมร่งเร้าการเต้นของหัวใจมากๆ  เหมือนข้างหน้าคือศัตรูที่ต้องไปรบด้วยยังไงยังงั้น   เร้าใจโคตรๆ .. แค่introจากเพลงนี้เพลงเดียว ยังไม่ทันเล่นเพลงต่อไป  ทุกคนก็กรี๊ดกันลืมตายแล้ว ก่อนที่Birthจะค่อยๆเฟดลงและเริ่มต้นมาเป็นเพลงลำดับที่สองแบบเต็มๆ ด้วยเซ็ตเพลงต่อเนื่องจากชุด This is war กันก่อนนั่นคือ “Night of The Hunter” นั่นเองมาเป็นเพลงที่สอง  อย่างที่รู้กันว่า Night of The Hunter นี่เป็นเพลงในชุดหลังๆ(This is war)ที่ ซาวด์ดีเอามากๆ และมีความเร้าใจ มีความมันส์อยู่  จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกเลือกมาเป็นเพลงแรกสุดที่ทั้งสามเล่นโชว์กันเต็มๆเพลง  แค่เพลงแรกก็คุ้มแล้วครับ!
         พูดถึงเรื่องซาวด์นิดนึง  ตัวซาวด์ในคอนเสิร์ตนี้เท่าที่ฟังแล้ว ผมว่าโดยรวมโอเคนะ ทำซาวด์ดีไม่มีตรงไหนเป็นจุดด้อยเช่นเสียงไอ้นู่นดังไป  เสียงไอ้นี่จม ฯลฯ  ไม่มี  โดยรวมแล้วโอเคมาก ไม่มีอะไรฟังแล้ว ติดที่หูเลยว่า มันผิดปกติ ส่วนตัวค่อนข้างโอเคครับ  เพราะบางทีเล่นสด มันจะมีปัญหาแบบนี้บ้าง แต่งานนี้ ฉลุยตลอดงาน 

         เพลงถัดมาคือ Search and Destroy จากล็อต This is war เช่นกัน สังเกตได้ว่า MARS จะเลือกเล่นเพลงที่ค่อนข้างมีจังหวะ และเลือกเอาไว้ติดๆกัน  ถ้าเป็นเพลงช้าก็จะไปกระจุกอยู่ใกล้ๆกัน และต่อเนื่องกับพาร์ทของอะคูสติกเลย เป็นช่วงพักหายใจก่อน huge waves คลื่นลูกใหญ่ล็อตสุดท้ายจะถาโถมคนดู กลับมาที่ SearchandDestroy นี่เป็นเพลงที่ช่วง โวะโอ ของแฟนเพลงสนุกมากอีกเพลง เป็นเพลงที่เมโลดี้สวย นุ่ม อยู่ในดนตรีที่แข็งแรงแต่ไม่กระโชกกระชากมากนัก  เป็นการเร้าคนดูต่อเนื่องจาก Night of The Hunter

        ถัดมา เป็นช่วงเวลาแห่งสงคราม กับเพลงดังอีกเพลงที่ถูกหยิบมา นั่นก็คือ This is war เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มนั่นเอง ซึ่งเพลงนี้มันส์มากจริงๆ  และนี่เป็นโมเมนต์ที่ผมเชื่อว่า หลายคนก็รออยู่  นั่นคือการได้ตะโกน “This - is - war” พร้อมๆกันทุกคน เป็นช่วงที่ทรงพลังมากๆ เหมือนเราเป็นผู้ประท้วงอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่  ชอบช่วงนี้มากๆ หลังจากได้ดูแต่ตอนแบบนี้ในyoutube คราวนี้พวกตูได้พูดกันเองแล้วเฟ้ยยยย ดีใจมาก  แน่นอนว่านี่เป็นเพลงเร็วที่สปีดเพลงเร็ว และมันส์เร้าใจมากๆ  ฟังแล้วฟินไปสามชาติสามโลกได้ และเป็นช่วงที่มีการเล่นกับลูกโป่งเยอะ  ช่วงนี้ภาพสวยมาก แสงสวย จริงๆแสงในคอนเสิร์ตก็สวยมากๆตลอดงาน  เป็นจุดเด่นอีกครั้งของคอนฯครั้งนี้  แสงสปอตไลท์สวยและได้จังหวะมากจริงๆ  ในเพลงนี้ก็ได้มีการปล่อย ลูกโป่งหลากสีลูกใหญ่ๆออกมาอย่างโคตรอลังการ  ให้แฟนเพลงได้เสียวหัว(55) ว่ามาจะลงมาตอนไหน จะได้ตบเล่นกัน  และแน่นอน  มีลูกโป่งระเบิดบ้างประปรายขำๆไม่ได้อันตรายอะไร ผมแค่อยากรู้ว่ามันระเบิดเพราะอะไร มีคนเอาอะไรแหลมๆไปเจาะรึเปล่า หรือใครไม่ได้ตัดเล็บมาดูคอนเสิร์ต (ดูคอนฯต้องตัดเล็บด้วยเรอะ!!!) เป็นภาพที่สวยเอามากๆเพลงนึงครับ
         แน่นอนว่า ลูกโป่งยังคงลอยอยู่อย่างอลังการ และเพลงนึงที่พวกเรารอคอยก็มาถึง .. นั่นคือ Kings and Queens นั่นเอง  เพลงนี้ทุกคนรอและร้องเป็นเสียงเดียวกัน  เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ตะโกนจนสุดเสียงจริงๆเพลงนี้เพราะรอคอยเช่นกัน  และเป็นเพลงสุดท้ายของล็อตแรกจาก This is war ด้วย  เป็นอีกเพลงที่แฟนเพลงร่วมร้อง โว้โว กันอย่างมีความสุข กับเพลงฮิตที่พวกเรารอคอย ฟังแล้วพลังของเพลงมันท่วมท้นจริงๆเมื่อได้ดูสด  ตัวเพลงเองก็ทรงพลังมากแล้ว มาดูสดยิ่งแล้วใหญ่ รู้สึกถึงพลังแสงอาทิตย์อ่อนๆที่ฉาบร่างกายเรา และสร้างพลังงานให้เราได้มีชีวิตไปจริงๆ เพลงมันยิ่งใหญ่ อลังมากๆครับในความรู้สึกของแฟนเพลง  

         ถัดมา เป็นเพลงล็อตจากชุดใหม่ล่าสุด Love Lust Faith + Dream นั่นเองที่พวกเราเพิ่งฟังกันหมาดๆ ตามไปอ่านรีวิวเก่ากันได้ที่ลิงค์นี้ http://news.you2play.com/archives/30592   เริ่มต้นกันด้วยเพลงที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของอัลบั้มนี้เช่นกันอย่าง Conquistador เป็นเพลงที่ผมร้องตามแบบสะใจมาก  เพราะ Conquistador ทหารกองพันเหยี่ยวเพลงนี้นั้น เป็นเพลงเร็วที่มันส์สะใจมากเพลงนึงของชุด LLFD  อยู่แล้ว และเป็นเพลงที่ค่อนข้างดิบกว่าเพลงอื่นด้วย คือใช้เสียงสังเคราะห์ไม่ค่อยมาก สไตล์จะใกล้เคียงกับสองชุดแรกมากขึ้นไปอีกนิด  อีกอย่างผมชอบส่วนของเนื้อเพลงเพลงนี้ด้วย  เรียกว่าร้องตามอย่างสะใจและฟินมากๆระดับนึงอีกเพลงเลยครับ  we will rise againnnnn!!!!
         Do or Die  เพลงนี้อินโทรขึ้นมาทุกคนร้องกรี๊ดเลย  นี่เป็นอีกเพลงที่ MARS มักชอบใส่เข้ามาในลิสต์เล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ก็โชคดีที่เราเช็คๆมาก่อน เลยได้ไปตามเนื้อและทบทวนเพลงบ้าง  เพลงนี้เป็นเพลงที่มีเมโลดี้สวยๆและจังหวะเร้าใจ สนุกๆ และทรงพลังเอามากๆ  เสียงลูปจากซินธ์นี่เป็นเอกลักษณ์มากๆ  เมโลดี้สวยโดยเฉพาะท่อนฮุคที่ เป็นเพลงที่ผมเชื่อว่า แฟนเพลงร้องตามฮุคแล้วสนุกกับวงมากที่สุดคือท่อน And the story goes on .. on…. on….ฟังแล้วมีความสุขมากๆ  และที่สำคัญ  เพลงนี้เป็นโคตรไฮไลท์ที่ เป็นภาพที่ผมประทับใจโคตรๆ  ประทับใจมาก และไม่มีคอนเสิร์ตที่ไหนที่เราจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว ไม่ว่าคุณจะตามวงพวกเขาไปดูที่ประเทศไหนก็ตาม มันมีโมเมนต์นี้ที่นี่ที่เดียว  นั่นคือภาพที่จาเร็ด เอา “ธงชาติไทย” ที่ทรงพลังและแสนจะน่าภาคภูมิใจของคนไทยเรา  เอามาโบกสะบัดอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตนี้.. เป็นภาพที่ผมประทับใจมากสุดๆภาพหนึ่งในคอนเสิร์ตนี้   ธงที่โบกสะบัดอยู่ในมือเขานั้น คือธงชาติเรา แดงขาวน้ำเงินขาวแดง ภาพนี้จะถ่ายทอดออกไปสู่ทั่วโลกเช่นกัน  เรียกว่า เป็นเพลงที่ประทับใจ กับช่วงเวลาและภาพที่พวกเราประทับใจมากจริงๆในเพลง Do or Die เพลงนี้ครับ (อ่าห์..ฟิน)
         เพลงถัดมา เป็นเพลงจังหวะช้าลงมา เป็นเพลงที่เพิ่งมีMVไปไม่นานมานี้  นั่นคือ City of Angels นั่นเอง เป็นเพลงที่โคตรเพราะมากๆของ 30STMเพลงนึง  สวยงามทั้งทำนอง ทั้งตัวlyrics ประโยคและคำที่เขาใช้  ทุกอย่างมันเพอร์เฟ็คท์จริงๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่ให้ภาพของเช้ามืดที่แสงกำลังจะขึ้นจากฟากฟ้า หรือแม้แต่ตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า  เป็นบรรยากาศมืดๆกึ่มๆประหนึ่งผีตากผ้าอ้อม  แต่เป็นความโรแมนติคแบบที่ ฟังแล้วฟินรูหูจริงๆ  และเวอร์ชั่น live ณ ประเทศไทยนี้  ก็สร้างความประทับใจได้มากๆเช่นกัน  คนร้องตามกันฟินจริงๆ  ช่วงที่ชูมือและปรบมือพร้อมกันนี่สวยงาม  เป็นเพลงที่ ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ประทับใจ และในคอนเสิร์ตนี้สดๆก็เช่นกัน  ประทับใจและปลื้มปริ่มมากๆ One life, One love .. live

         ช่วงถัดมา คือช่วงอะคูสติก ที่ถ้าใครตามดูลิสต์คอนเสิร์ตของ 30STM อยู่เสมอๆก็จะพอรู้ว่ามันดำเนินมาถึงกลางๆคอนเสิร์ตแล้ว พร้อมด้วยล็อตเพลงที่เราคุ้นเคย และจะให้แฟนเพลงรีเควสต์ได้ .. ซึ่งสุดท้ายหวยล็อค เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการนั้น คือสิ่งเดียวกัน   แต่ก่อนอื่น  เพลงแรกที่เล่นเป็นอะคูสติกให้เราฟัง นั่นก็คือ Hurricane นั่นเอง คือเห็นจาเร็ดถือกีต้าร์มาเราก็รู้ละ ช่วงอะคูสติกนี้ก็มีช่วงสั้นๆก่อนเข้าเพลง  ที่ให้จาเร็ดได้มาพูดคุยกับแฟนเพลงบ้าง  เขาก็พูดให้ฟังว่า เขาเองมาที่เมืองไทยนี่ครั้งแรกปี 2003 เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน เทียบปีก็ประมาณ 2546 แน่นอนว่าเขาก็ประทับใจประเทศเราหลายๆอย่าง ทั้งประเทศ และคนไทย  ที่สำคัญ ไม่พลาดที่จะพูดถึงอาหารไทยแน่นอน แหงล่ะเชิดหน้าชูตาขนาดนี้  ชาวต่างชาติที่ไหนมาแล้วพลาดอาหารไทยนี่ เหมือนมาไม่ถึงบ้านเรานะ และจากนั้นสิ่งที่ผมโคตรประทับใจมากๆ จาเร็ดก็กล่าวว่า เขาเองก็ให้ความเคารพกับ “ในหลวง” ที่เป็นองค์พระมหากษัตริย์ของแผ่นดินไทยและพวกเราชาวไทยด้วย  ตรงนี้คนปรบมือกันกระหึ่ม  เป็นช่วงที่ผมประทับใจและดีใจมากๆ T-T  ที่ชาวต่างชาติเข้ามาเมืองไทยก็ยังรู้ว่า พระมหากษัตริย์ของพวกเราเป็นที่เคารพรักและเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวไทยเราทุกคนนั่นเอง  ทันทีที่พูดจบ ก็ขึ้น Hurricanเวอร์ชั่นอะคูสติกขึ้นมา ให้ทุกคนได้ร่วมร้องตามไปกับเขาด้วย
 
         หลังจากนั้นมาก็เป็นช่วงขอเพลงกับดีเจพี่เร็จ  ซึ่งทุกคนก็โหวตเป็นเสียงเดียวกัน(อยู่แล้ว) ว่าจะต้องเป็น The Kill เท่านั้น  นี่เป็นเพลงที่ทุกคนรอคอยจะได้ดูเอามากๆ เป็นโคตรพ่อโคตรแม่ไฮไลท์เลย  ซึ่งถ้าดูคอนฯบ่อยๆจะรู้ว่า เพลงนี้มาแน่ ซึ่งก็มาจริงๆ  ทุกคนร้องตามกันเป็นเสียงเดียว  เป็นเพลงที่เวอร์ชั่น original ที่เป็นร็อคแบบเต็มขั้น  มันส์เอามากๆมากที่สุดของ 30STMเพลงนึงเลย  ทุกคนรอที่จะตะโกน Bury me! ด้วยกันมานานมากแล้ว  เพลงนี้ มีเรื่องที่น่าอิจฉาอยู่ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเป็นเพลงในตำนานของ 30STMเลย  ผมเองก็เริ่มบ้าวงนี้ เพราะโดน The Kill เข้าไปเพลงแรกนี่แหละ ดังนั้นนี่คือเพลงแห่งความทรงจำที่รอคอย  และก็มีแฟนเพลงสองสาวที่ได้เชิญขึ้นเวที แถมด้วยโอบกอดรวมถึงถ่ายรูปด้วย แถมได้ร้อง The Kill อยู่บนเวทีด้วยอีกตะหาก >.,<นั่นคืออาหมวยหุ่นดีเสื้อซุปเปอร์แมน กับสาวตัวเล็กขี้อาย นั่นเอง ทุกคนคงจำได้  และจาเร็ดก็เล่น The Kill ในแบบอะคูสติกให้เราฟัง  จาเร็ดมีว้ากให้ดูเล็กๆพอเป็นกระษัยในช่วงbridgeของเพลงที่มีว้าก ก่อนที่จะซ้ำฮุคอีกรอบและเฟดจบเพลงแบบเบาๆ อะคูสติก… แต่ส่วนตัวผมเสียดายมากๆที่ The Kill ที่รอคอยนี่  ไม่ได้เล่นเวอร์ชั่น original แบบโฉดๆร็อคๆให้ได้ดูกันแบบเต็มๆ เสียดาย  ไม่งั้นตะโกนคอแตกจริงๆเพลงนี้ เป็นอีกจุดที่เสียดายมากในคอนเสิร์ตนี้ที่ไม่ได้ดู  แต่ไม่เป็นไรครับ คือเข้าใจแหละว่าใช้พลังงานเยอะมากถ้าจะเล่นเต็มเพลงนี้ อาจจะว้ากไม่เต็ม100% แต่ถ้าให้พูดจริงๆ เรื่องนึงที่อยากพูดคือ  เมื่อได้ดูสดๆกับตาแล้ว  จาเร็ดเป็นคนที่เสียงดีเอามากๆอย่างที่คาดการณ์เอาไว้  คือร้องสดตลอดรายการ  และเสียงไม่มีตกจริงๆ จริงๆผมเชื่อว่าแกก็ยังว้ากไหวสบายๆนะ  แต่คิดว่าเป็นเพราะเลือกแล้วว่าจะเล่นอะคูสติกมากกว่า เลยไม่ได้บู๊กับThe Kill เยอะ  ถือว่าโอเค
         หลังจากนั้น  ก็เป็นเพลงที่ไม่ใช่เพลงของ 30STM เป็นการ cover เพลงศิลปินอื่นให้เราได้ดูกันเป็นขนมหวานนอกห่ออีกเพลง  ซึ่งเพลงเพราะๆเพลงนั้นที่ถูกเลือกมาคือ Stay ของ Rihanna เป็นเพลงผู้หญิงอีกเพลงที่ถูกจาเร็ดเอามา cover ซะอย่างเพราะ  ขึ้นต้นเพลงด้วยไลน์เปียโนสวยๆจากเฮียโหมะ Tomo ที่เล่นขึ้นมา  เฮียโหมะนี่เป็นคนที่ น่าจะโดนแฟนๆชาวไทยถ่ายรูป selfie ใกล้ชิดและมากที่สุดแล้ว เพราะมีแฟนเพลงไปเจอมาหลายคนอยู่  เพลงนี้เพราะมากจริงๆ  จาเร็ดเอามาร้อง มันก็นุ่มไม่แพ้เวอร์ชั่นoriginalเลย  เพราะมากครับ
         และแล้ว.. ก็มาถึงเพลงที่พวกเรารอคอยกันอันดับหนึ่ง ผมคิดว่างั้นนะ เชื่อว่าแฟนเพลงของ 30 Seconds To Mars อย่างน้อยสักครั้งนึง ทุกคนอยากมีชีวิตและได้อยู่ในโมเมนต์ของเพลงนี้  เพลงที่พวกเรารอคอยอย่าง Closer The The Edge นั่นเอง  หลายคนยอมเสียค่าบัตรเพื่อมาดูเพลงนี้เพลงเดียวก็ยอม .. นี่เป็นเพลงที่ส่วนตัวผมบอกได้เลยว่า เพลงนี้มันคือความสุข มันคือชีวิต มันคือพลัง มันคือทุกอย่างของผมจริงๆ  เป็นเพลงที่ออกมาหลายปีแล้ว  แต่ยังเป็นเพลงเดียวที่ผมฟังทุกวัน สามเวลาหลังอาหาร  ไม่ว่าจะยังไงก็ตามทุกครั้งที่เปิดipod เพลงนี้จะต้องถูกกดฟังก่อนและฟังทุกครั้งเสมอๆ  ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่เบื่อ  เป็นเพลงที่ผมเอาไว้ใช้เทสต์หูฟัง เวลาจะซื้อมา ถ้าหากเล่นเพลงนี้ฟังแล้วมันไม่เวิร์คก็จะไม่เอา  เป็นเพลงที่เอาไว้ใช้เบิร์นหูฟังเพื่อให้ได้ย่านเสียงที่เหมาะกับเพลงนี้  .. มันคือทุกอย่างจริงๆ และนี่แหละคือช่วงเวลาที่พวกเรารอคอย  กับการที่พวกเราคนไทย ได้แต่นั่งดูบรรยากาศเพลงนี้ในyoutubeกัน แล้วเห็นว่าฝรั่งเขามันส์กันขนาดไหน  นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมือนหลุดไปอีกมิตินึงจริงๆที่ได้อยู่ในเพลงนี้สดๆ พร้อมกับแฟนเพลงทุกคนในฮอลล์นั้นที่ต่างรอคอย และก็รัก 30 Seconds To Mars เช่นกัน..  เรารอที่จะได้ชูมือแล้วตะโกน No NoNo No!!!! แบบนี้ให้มันกระหึ่ม ให้ทรงพลัง  ให้30STM เขาได้เห็นพลังของคนไทยเราบ้างว่า แฟนเพลงบ้านเราก็ไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกัน  

         นั่นล่ะครับอย่างที่บอก และเพลงนี้มันก็ฟินมากจริงๆสมดังที่รอคอย  เราได้ตะโกน No NoNoNo และชูมือกันอย่างสุดพลัง จาเร็ดก็บอกเองว่า เขาอยากได้ยินพวกเราเต้น และกรีดร้องตามเพลงนี้กัน .. เต็มอิ่มมากๆ และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ครั้งแรกจริงๆที่เราอยาก “กระโดด” ตามเพลงอย่างสุดพลัง  คือจริงๆแล้วเราก็ดูคอนเสิร์ตมาไม่ได้น้อยหรอก ก็มีสนุกมีโยกหัว มีโดดๆบ้างพอประมาณ  แต่ไม่เคยมีครั้งไหน ไม่เคยมีศิลปินที่ไหนทำให้เราอยากกระโดดแบบจริงๆจังๆได้  นี่เป็นครั้งแรก เป็นเพลงแรกจริงๆที่ผม “กระโดด” ในเพลงแบบเต็มที่จริงๆ มันเหมือน มีอะไรที่อัดอั้นอยู่ข้างใน มีอะไรที่รอคอยมานานที่จะได้รับการปลดปล่อย  และเพลงนี้แหละ  วิญญาณของผมถูกปลดปล่อยแล้วเป็นครั้งแรก ที่อยากกระโดดแบบเต็มข้อจริงๆ  กระโดดทั้งเพลงเลย  รู้สึกเต็มอิ่ม และไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เพราะไม่เคยมีศิลปินที่ไหนทำได้แบบนี้จริงๆ  เป็นความรู้สึกที่เราจะจำไปจนตายจริงๆ  แสงสีมาเต็ม และภาพของเพลงนี้สวยมากเมื่อโปรยเกล็ดเงินเกล็ดทองกันระยิบระยับเต็มคอนเสิร์ตเลย เป็นภาพที่ทรงพลัง ยิ่งใหญ่ และอลังการโคตรพ่อโคตรแม่จริงๆ อยากเห็นภาพแบบHDเอามากๆ.. การได้ชูมือ No NoNoNo และแหกปากร้องจนจบเพลงแบบไม่กลัวเสียงหายนี่ มันทำให้ผมมีความสุขมากๆ กับสิ่งที่รอคอยวันนี้จริงๆ… Closer To The Edge เพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพลงนึงบนโลกใบนี้!
         เพลงสุดท้าย ที่เป็นไฮไลท์ปิดงาน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะเป็นเพลงโปรโมทแห่ง Love Lust Faith + Dream นั่นก็คือ Up in the air นั่นเอง ช่วงนี้แฟนเพลงแถวหน้าๆก็ได้ขึ้นไปอยู่บนเวทีกันเต็มเลยเหมือนคอนฯแห่งอื่น  เรียกว่าเป็นโมเมนต์พิเศษที่น่าอิจฉาของคนที่ได้ขึ้นไปมากๆ สุดยอดจริงๆ  กับเพลงที่ซาวด์ดีโคตรๆเพลงนึงอย่าง Up in the air เพลงนี้  Shannon ใส่ลูกกลองเพิ่มมาอีกเยอะมากลองไปหาคลิปดู  คือใครคิดจะแกะ 30STMไปเล่นนี่  มือกลองทุกคนมีหอบอ่ะถ้าไม่เจ๋งจริงอย่าเอาไปโคฟ!!   เพลงนี้ทุกคนก็ร้องตามกันเป็นเสียงเดียวกันสุดๆ  พร้อมด้วยท่อนยอดฮิตอย่าง I'll wrap my hands around your neck so tight with love นั่นเอง  เพลงนี้ช่วงท้ายๆเพลงตรงท่อนว้าก Take no more!  คอนเสิร์ตก็ปิดไฟ  จาเร็ดก็ให้พวกเรา get down ย่อตัวลงไป รอกระโดดไปแตะขอบฟ้า ก่อนที่จะร้อง Take no more กระโดดกันตัวลอยอย่างมันส์เป็นการปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลงฮิตอย่างสมบูรณ์แบบและสวยงาม
         คอนเสิร์ตเริ่มแถวๆสามทุ่ม และจบลงประมาณแถวๆ 4 ทุ่มครึ่งได้ รวมเวลาน่าจะประมาณ 1ชั่วโมงกว่าๆหรือครึ่ง .. ความรู้สึกของผม เชื่อ และเชื่อว่าตรงกับหลายๆคน เพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สั้นไปหน่อย  มันยังไม่จุใจ มันยังได้อีก ยังไม่พออ่ะ .. คือมันแหงอยู่แล้ว วงระดับนี้ไม่มีคำว่าพอสำหรับเราหรอก  แต่มันก็สั้นไปนิดนึงจริงๆ ลิสต์เพลงที่จัดมานี่ถ้าเทียบกันแล้วน้อยกว่าประเทศอื่นเล็กน้อย มีแปลกๆไปบ้าง  ดังนั้นตอนจบ เราหวังจะให้มีอังกอร์มีอะไรบ้าง แต่ก็หมดเลย  ก็ค่อนข้างเสียดายอยู่บ้าง อยากให้มันมีต่ออีกหน่อย  ความรู้สึกของผมเองนั้นอยากได้อีกสักประมาณ 2เพลงก็เยี่ยมแล้ว  เอาเพลงฮิตที่ยังไม่ได้เล่น เอาออกมาเล่นให้หมด  เพราะอย่างที่เราทราบกันมาก่อนบ้างแล้วว่า ทัวร์คอนเสิร์ตของ 30STM ช่วงนี้นั้นจะเน้นเล่นเพลงจาก อัลบั้มใหม่ อย่าง Love Lust Faith + Dream ซะเยอะ รวมถึง This is war ด้วย  แต่สิ่งหนึ่งที่เสียดายมากคือ  30STM ไม่ค่อยเล่นเพลงอัลบั้มเก่าเลย  โดยเฉพาะพวกเพลงโหดๆดังๆจากสองอัลบั้มแรกที่ยังคงความเป็นร็อคดิบที่เข้มข้นเอามากๆ  เสียดายมากที่ไม่ค่อยเล่น  ถ้าให้เลือกจริงๆ เพลงอย่าง The Race หรือแม้แต่ Conquistador นี่ก็น่าจะพอตัดออกได้ ถ้าให้เวลาเท่านี้จริงๆ  แล้วเอาเพลงเก่าโหดๆ และดังๆอีกหลายเพลงมาเล่นแทน  แฟนเพลงอาจจะฟินกันกว่านี้   เพราะเสียดายมากที่หลายเพลงไม่ได้เล่นเลย  อย่าง From Yesterday ที่รอคอยกัน หรือ A Beautiful Lie เป็นต้น  รวมถึงโฉดๆอย่าง Attack ก็ตาม .. The Kill ก็ไม่ได้เล่นoriginalเลย ตรงนี้เสียดายมาก เชื่อว่าหลายคนรอเพลงพวกนี้อยู่  เป็นเรื่องที่เสียดาย  คือจริงๆแล้ว เท่าที่เล่นเนี่ย ก็ฟินมากแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่พอ  คือแค่พวกเขาเล่นแม้เพลงเดียวเราก็โคตรจะดีใจกันแล้วไม่เรื่องมากหรอกครับ แต่แค่เสียดายว่า น่าจะยาวได้มากกว่านี้อีกหน่อยน้า มันสั้นไปนิด เสียดายเพลงที่ไม่ได้ถูกเอามา แค่นั้นเองครับ
 
         รายละเอียดอื่นๆที่เป็นกิมมิคยิบย่อยในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ ที่น่ารักๆก็อย่างเช่น หนุ่มๆใส่กางเกงมวยไทยมา (ฝรั่งจะเป็นอะไรแบบนี้กัน คือไปเที่ยวเมืองไหนก็อยากเสพวัฒนธรรมเมืองนั้น  บ้านเราก็ ตามธรรมเนียมฝรั่งจะชอบกางเกงมวยไทยเอามากๆ)  เป็นภาพที่น่ารักมาก คือ อีตาพี่เร็จและผองเพื่อนของพวกเราก็โชว์กางเกงมวยไทยให้ดูกันน่ารักๆ มีปักชื่อจาเร็ดด้วยเห็นแว้บๆ น่ารักมาก คงเป็นของขวัญที่เขาประทับใจมากๆจริงๆชิ้นนึงล่ะ/ นอกจากนั้นก็มีพูดถึงม็อบเล็กน้อย คือเขาเห็นม็อบอยู่วันนั้นก็มีถามว่า ใครไปม็อบนั้นบ้าง ทุกคนเงียบเกิดสุญญากาศในฮอลล์กันหมด 5555 คงเป็นม็อบที่มาทางภาคตะวันออก ลงบูรพาวิถีมาจะผ่านโซนบางนา-ตราด หน้าไบเทคนั้น คงไม่พ้นที่จะได้เห็นพี่เร็จแกก็เลยพูดถึงเล็กน้อย ฮาๆไปไม่มีอะไร
         ตามธรรมเนียม ศิลปินต่างชาติมาจะต้องพยายามพูดไทยให้ได้บ้าง คำสองคำ  และแน่นอน 30STM ก็หนีกฏแห่งกรรมข้อนี้ไม่พ้น (- -‘) สรุปแล้วในคอนเสิร์ตนี้ ถ้าจำไม่ผิดผมได้ยินอยู่สามคำที่พวกเขาพูดไทยกัน  นั่นก็คือ  “สวัสดี” คำที่สองคือ “กรุงเทพฯ” คือเป็นชื่อเรียกBangkokในภาษาของพวกเรา เป็นcity of angels อีกเมืองหนึ่งบนโลกนี้อีกเมืองนอกจาก Los Angelesนั่นเองที่จาเร็ดพูดเอาไว้   และคำที่สามคือคำว่า “ฝรั่ง” นั่นเอง คือจาเร็ดถามแฟนเพลงที่ขึ้นไปบนเวทีว่า พวกเราเรียกพวกผิวขาวแบบเขาว่าอะไร  ซึ่งมันก็คือ farang ฝรั่งนั่นเอง  ฮาๆกันไป สรุปแกพูดอยู่สามคำนี้แหละ ไม่มี  โพ้มร้ากคูณ  หรือ คุณซวยมาก พวกนี้เหมือนศิลปินเกาฯ (ฮ่า)
         สรุปแล้ว คอนเสิร์ตของ 30 Seconds To Mars Live in Bangkok 2014 ครั้งนี้ เป็นคอนเสิร์ตในประเทศไทยที่ผมเชื่อว่า  ประทับใจ และสร้างความสุขให้กับแฟนเพลง ให้กับ Echelon Thailand ทุกคนได้ชนิดที่เรียกว่า ปลื้มปริ่ม ฟิน ประทับใจ  และจะติดอยู่ในความทรงจำของพวกเราแฟนเพลงไปตราบนานเท่านาน กับความมันส์ ความสนุก ที่วงนี้มาเยือนเมืองไทยและมอบให้กับแฟนเพลงอย่างเรา  ที่เคยได้แต่ดูบรรยากาศพวกนี้ผ่านyoutubeจริงๆ  มาวันนี้พวกเราได้รับประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ  คือมีเงินก็ซื้อไม่ได้ถ้าไม่ได้มาดู  เป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจจริงๆ  สำหรับคนบางคน รวมถึงผม  วงนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตพวกเราซะด้วยซ้ำ  คือความสุข คือแรงบันดาลใจ คือชีวิต คือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเรา  หวังว่าสักวัน 30 Seconds To Mars จะกลับมาเยี่ยมเยียนและแสดงคอนเสิร์ตดีๆที่โคตรพ่อโคตรแม่มันส์ และทรงพลังแบบนี้ให้ได้ดูกันอีกในอนาคต  พวกเราจะจำบรรยากาศเหล่านั้นเอาไว้  และย้อนกลับไปเสพมันในความทรงจำให้มากที่สุด โดยที่จะไม่มีวันจางหายไปอย่างแน่นอน

         ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เกิดมาดูวงที่พวกเรารักและศรัทธาขนาดนี้  ถ้าต้องตายลงไปก็ไม่มีอะไรติดค้างในใจละ ได้ดู 30STM แล้วเรียบร้อย  เหมือนชีวิตมันได้เติมเต็มอะไรบางอย่างจนสมบูรณ์แล้ว
 
- We love you .. 30 Seconds To Mars -
 
 
 
 

30 Seconds To Mars Live in Bangkok 2014, Thirty Seconds To Mars