Article

เหตุผล กลไก และการตัดสินใจใน The Voice : กรณีศึกษา โค้ชเจนนิเฟอร์ คิ้ม

หัตถาครองพิภพ September 24, 2014

         นี่น่าจะเป็นบทความครั้งแรกที่เขียนถึง The Voice Thailand ในซีซั่นที่3นี้ เรื่องที่ว่าใครเป็นตัวเก็ง ชอบเสียงใคร  ใครดูมีแววชนะ ฯลฯ อันนี้ขอยังไม่เขียนเพราะเพิ่งออกมาแค่สองวีคเอง ผมเชื่อว่ายังมีเพชรที่ยังไม่ได้ออกมาปรากฏตัวอีกเยอะหลายคนเลยในซีซั่นนี้เลยขอติดไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยพูดถึงแล้วกัน  แต่จะพูดถึงประเด็นเล็กๆประเด็นนึง  ที่อยู่คู่กับ The Voice (ทั่วโลก) มาอย่างยาวนาน  เป็นดราม่าบนเวที บวกกับ ดราม่านอกเวทีจากคนดูอย่างเราๆท่านๆหลายๆคน  นั่นก็คือ เรื่องของการ “ตัดสินใจ”  ในเรื่องต่างๆของกรรมการ The Voice  ไม่ว่าจะเป็นทั้งการกดปุ่มหันมาเลือกนักร้องคนนั้น  รวมไปถึง รอบBattle และรอบต่อๆไป ที่ทุกรอบจะต้องมีเรื่องของการ ตัดสินใจ  เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดรายการ (จนกระทั่งรอบชิง คนดูยังต้องเป็นคนตัดสินใจเลยว่าใครควรเป็นผู้ชนะ)
         คือสืบเนื่องมันมาจากว่า มีดราม่าเล็กๆอยู่เป็นหย่อมๆเกี่ยวกับเรื่องกรรมการ The Voice บางท่าน ที่มักจะถูกจับผิดจับจ้องอยู่เสมอๆ .. คือพูดไปเลยก็ได้ว่าพี่คิ้ม (ฮา)  คือพี่คิ้มจะโดนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร เลือกหรือไม่เลือก  จะให้ใครเข้ารอบ  จะเลือกเพลงอะไรมาให้ผู้เข้าแข่งขันได้ร้อง  คือเจ๊โดนหมดทั้งขึ้นทั้งล่อง  ล่าสุดนี่ก็ มักจะถูกตั้งข้อสังเกตเอาไว้หลายๆครั้งว่า  เจ๊คิ้มไม่ค่อยยอมกดหันมาดูนักร้องที่ “ดูเหมือน” ว่าจะเก่งเทียบเท่า หรือเก่งกว่าตัวแกเอง .. ประมาณว่าชั้นไม่ชอบนั่นแหละ กลัวจะเกินหน้าเกินตา กลัวจะเก่งกว่าโค้ช ฯลฯ  นี่คือสิ่งที่คนภายนอกคิด
 
         แต่สิ่งหนึ่งที่คนดูตัวเล็กๆอย่างผมที่ดูอย่างไม่ได้มีอคติกับใคร  ผมคิดว่า ไม่คงไม่ใช่เรื่องนั้นเป็นหลักหรอกครับ  มือระดับพี่คิ้มเป็นนักต่อสู้ที่พิสูจน์ตัวเองมายาวนานมากตั้งแต่สมัยไหนแล้ว  แล้วผมก็เกิดทันดูผลงานของพี่เค้าซะด้วยสิ  รู้ว่าระยะเวลามันยาวนานขนาดไหนกว่าแกจะได้ขึ้นมาเป็นตัวท็อปที่มานั่งบัลลังก์โค้ชเดอะโฝ๊ยส์ ได้อย่างสง่างามและบารมีไม่แพ้ใครแบบทุกวันนี้  ดังนั้นเรื่องกลัวที่ว่าจะเด่นกว่าตัวเอง อันนี้ผมว่าไม่ใช่เลยล่ะครับ  พี่คิ้มแกก็หนึ่งในตองอูคนนึงล่ะ เรื่องนี้มันไม่น่าจะใช่   สาเหตุสำคัญๆหลักๆที่โค้ช โดยเฉพาะพี่คิ้มจะตัดสินใจเลือกนั้น  มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นด้วย  
         อย่างแรกสุดง่ายๆคือ  เสียงนักร้องจะต้องถูกใจ และถูกจริตกับตนเองว่า  “เฮ้ย  เสียงนี้มันดีจริงว่ะ” แม่งไม่กดไม่ได้ละ (คิดในใจนะ)  อันนี้คืออย่างแรก  เพราะบางครั้งคนทางบ้านเองก็เห็นไม่เหมือนกัน  บางอันที่คุณคิดว่า โห เสียงดีว่ะ เยี่ยมเลย ฯลฯ  จริงๆแล้วมันอาจจะธรรมดาก็ได้  คือแค่เสียงร้องดี  แม่นโน้ต  มีพลัง .. ที่คนทางบ้านเห็นว่าเก่ง  แต่บางทีมันยังไม่พอ  ถ้าเสียงที่ว่านั้นมันเป็นอะไรที่เพลนมากๆ คือธรรมดาราบเรียบ แบบที่ ใครๆก็ร้องได้แบบนี้ถ้าได้เรียนหรือฝึกฝนมา  แต่บางทีมันจะต้องมีอะไรที่ “พิเศษ” อยู่ในเสียงนั้นๆ ที่มากพอที่โค้ชจะตัดสินใจเลือกกดปุ่มหันมาก็เป็นได้ .. ทั้งเอกลักษณ์ของเนื้อเสียง ทั้งเทคนิคพิเศษในการร้องที่เลือกใช้ แล้วมันเวิร์ค  ทั้งความน่าสนใจที่โค้ชมองเห็นว่า  มันน่าจะเอาไปปั้น  เอาไปพัฒนาต่อ  หรือน่าจะไปทำต่อในแนวเพลงต่างๆได้อย่างสนุก  
 
 
         ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้คือเรื่องที่โค้ชจะต้องคิด และเลือกทั้งนั้น   ไม่ใช่แค่จะเลือกหรือไม่เลือกเพราะ กลัวว่านักร้องจะเก่งกว่าตัวเอง  หรือที่ไม่หันเพราะกลัวโดนเด็กข่มเกินหน้าเกินตา  อันนี้ผมว่าไม่ใช่ละ  หลายๆครั้งผมเห็นเลย อย่างแสตมป์เป็นต้น  เขาก็ยังเอ่ยปากเลยว่า เฮ้ยนักร้องที่เค้าเลือกมานี่ เสียงดีกว่าตัวเค้าเองเยอะเลย  เป็นต้น  นี่คือจุดที่เห็นชัดเจนว่า โค้ชทั้ง4คนนี้มีชุดคิดอยู่ในหัวอยู่แล้ว ที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกกดปุ่มหันมารับเข้าทีม  หรือจะเลือกพาไปรอบต่อไปต่อ  มันมีเหตุผลอะไรมากกว่าการที่จะคิดแค่ว่า  “นักร้องคนนี้แม่งร้องเพราะกว่ากู ไม่เลือกหรอกเชอะ” .. มันคงไม่ใช่ตื้นๆแบบนี้หรอกครับ  (แม้กระทั่งเหตุผลเรื่อง นักร้องเก่งๆตัวเจ๋งๆนั้น จริงๆซีซั่นแรกมาอยู่กับพี่คิ้มเพียบเลยนะ แต่แกก็อาจจะพบว่า อีโก้บางอย่างของนักร้องสายๆนี้อาจจะไม่เหมาะและอาจจะเทรนยากก็เป็นได้ แกก็อาจจะพยายามเปลี่ยนแนวมาหาคนที่จะปั้นให้เดินต่อไปได้ไกลๆดีกว่า .. นี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่คนดูอาจจะไม่เคยฉุกคิดด้วย)
         มันมีเหตุผลอีกมากมายที่เป็นกลไกของการเลือกตัดสินใจในรายการนี้ ที่เราคนดูอาจจะไม่รู้  รวมถึงการเลือกที่จะไปต่อด้วยในรอบถัดๆไปที่โค้ชต้องเลือก อย่างในรอบ Battle .. เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อนมาก และในบางครั้งอาจจะเป็นอะไรที่คนดูไม่เข้าใจ หรือดูไม่เมคเซนส์ คือเรียกง่ายๆขัดใจแม่ยกนั่นแหละ  แต่ทุกสิ่งมันต้องมีเหตุผลของมันแหงๆอยู่แล้ว ดังนั้น  ขอให้จงเข้าใจ และจงทำใจไว้เสียเถอะว่า นี่คือธรรมชาติ และความดราม่าเฉพาะตัว ที่จะอยู่คู่กับ The Voice ไปทุก season แน่นอน  เค้าจะเลือกหรือไม่เลือกอะไรก็เอาเทอะ ดูไปวิจารณ์ไป คิดตามไป  ได้ประโยชน์ด้วย ได้ความมันส์ด้วย  การวิจารณ์การทำหน้าที่ของโค้ชในรายการ เป็นสิทธิ์อย่างเต็มที่ของคนดู ไม่มีใครห้ามครับ คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบบุคลิกเขา หรือไม่ชอบวิธีการประดิษฐ์คำพูดในรายการ ฯลฯ อะไรต่างๆ  คุณก็มีสิทธิ์ ผมก็มีสิทธิ์วิจารณ์สิ่งเหล่านี้เช่นกัน  แต่ทั้งนี้มันก็ควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงด้วยเหตุและผล โดยที่ลดพวกอคติ ตัดไบแอสต่างๆทิ้งไปแล้วบ้าง ก่อนที่จะวิจารณ์  เพราะบางทีตั้งแง่มากเกินไปกับโค้ชบางท่าน ยกตัวอย่างเช่นโค้ชคิ้มนี่แหละ ที่โดนบ่อย ทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด  เลือกเพลงก็ไม่ถูกใจคนดู ทั้งๆที่ มันอาจจะมีเหตุผลsupport ในเรื่องนั้นๆไว้แล้ว   เกินไปมันก็ไม่ดีครับ  เอากลางๆดีกว่า
 
 
         ทุกสิ่งทุกอย่าง มีเหตุผลด้วยตัวของมัน

The Voice, โค้ชคิ้ม, เจนนิเฟอร์ คิ้ม