Article

90'S Concert First Album กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป : สปิริทแห่งยุคสมัยอันน่าภาคภูมิใจ

หัตถาครองพิภพ October 19, 2015

        เป็นโชคดีของผู้เขียนอย่างที่สุดจริงๆ ที่ได้มีโอกาสได้ไปชมงานคอนเสิร์ตที่น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ชนิดที่เรียกว่า  ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า  จะมีวันได้มาดูเหล่าศิลปินที่เป็น “ฮีโร่” ของพวกเราในยามที่เราเป็นเด็ก   เป็นวัยรุ่นที่ผ่านช่วงเวลาอันโรแมนติคของยุค 90’S   ยุคที่เขาว่ากันว่า เป็นยุคที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่.. ยุคที่คนในเจนฯนี้ สามารถยังฟังเพลงยุคเก่าทศวรรษ 60 ได้สบายๆ ในเดียวกันก็ยังสามารถอินและเปิดใจฟังศิลปินวัยรุ่นเบอร์ใหม่ๆในยุคปัจจุบันนี้ได้ด้วย  ในขณะที่ เหล่าศิลปินต่างๆที่ถือกำเนิดและออกผลงานมาในช่วง 90’S นั้นเรียกได้ว่า มีแต่ศิลปินตัวเป้งๆที่ล้วนแล้วแต่ตบเท้าขึ้นมาเป็นตำนานกันทั้งนั้น  ไม่ว่าศิลปินไทยหรือต่างประเทศก็ตาม  ผู้เขียนเองก็รู้สึกว่า ตัวเองโชคดีมากที่ชีวิตช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น อยู่ในยุคนั้นมาแบบเต็มข้อเลย  จึงสัมผัสบรรยากาศและความทรงจำ รวมถึงกระแสความนิยมของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
 
        ก่อนที่จะเข้าไปสู่บรรยากาศคอนเสิร์ต ขอพูดคุยเรื่องราวย้อนกลับไปในยุคนี้  นอกจากศิลปินจากค่ายเพลงใหญ่ๆในเมืองไทย ที่สมัยนั้นเป็นสงครามระหว่าง สองแนวเพลง (ฮา) นั่นก็คือ ศิลปินคุณภาพจากยักษ์ใหญ่แกรมมี่  และเหล่าพายุศิลปินวัยรุ่นยุคลูกกวาดล่าอาณานิคมจากอาร์เอส  นอกจากสองค่ายยักษ์ใหญ่นี้ที่ครองความเป็นเจ้าลมกรด(!?)ในวงการเพลงอยู่นั้น  แน่นอนว่า  มันยังมีขั้วอำนาจที่สามอันแข็งแกร่งอยู่เช่นกัน นั่นก็คือเหล่าศิลปินอินดี้ และค่ายเพลงเล็กๆอื่นๆนั่นเอง  ที่ถ้าหากเมื่อพิจารณาดูรวมๆแล้ว  คุณภาพและความน่าจดจำก็ไม่ได้แพ้ศิลปินจากค่ายใหญ่เหล่านั้นเลย  ซึ่งนั่นแหละครับอย่างที่เราทราบกันดีว่า ช่วงต้นๆยุคนั้นมันเป็นยุคโรแมนติค เป็นเรอเนซองส์แห่งศิลปินอินดี้จริงๆ  ไอ้ที่เค้าเรียกๆกันว่าอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง นั่นแหละขั้วอำนาจที่สามที่เป็นทางเลือกของผู้ฟังเพลงที่เจ๋งมากๆ มาจนทุกวันนี้  และนั่นเองก็เป็นจุดกำเนิดให้กับ วงดนตรีชื่อดังมากๆในยุคนี้หลายต่อหลายวงด้วยก็เริ่มมาจากจุดนั้นเช่นเดียวกัน  คงไม่ต้องยกชื่อศิลปินขึ้นมาเพราะว่ามันมีเยอะมากๆจริงๆ  แต่โดยรวมแล้ว  ในยุคนั้นมันคือความโรแมนติค และการแจ้งเกิดของศิลปินในความทรงจำมากมาย ของเหล่าคนฟังที่เติบโตมาด้วยกันจริงๆ
        เป็นช่วงเวลาของเทปคาสเซ็ทครองเมือง และใครมีงบๆหน่อยก็ จัดแผ่นซีดีโลด ซึ่งความคลาสสิคของเจ้าเทปคาสเซ็ทเนี่ยมันยังคงน่าหลงใหลและอยากจะย้อนกลับไปในวันที่เปิดซาวด์อะเบ้าท์ฟังเพลงที่เราชอบสักอัลบั้มหนึ่ง  ผมเชื่อว่าทุกคนเป็น นั่นก็คือเวลาซื้อเทปมาสักชุด เรานั่งดูปก ลูบแล้วลูบอีก นั่งอ่านเนื้อเพลง เครดิตชื่อผู้แต่ง  ทีมงาน และคำขอบคุณของศิลปินและโปรดิวเซอร์  เรียกว่าอ่านมันทุกตัวอักษรจนคุ้มค่ากระดาษนั่นแหละ (พนักงานพิมพ์ดีดคงดีใจแย่ยุคนั้น) เราที่เกิดในยุคนั้นจะต้องผ่านความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้กับผู้เขียนแน่นอนแหละ  และกับไอเทมในตำนานที่ใช้ในการกรอเทปอย่าง “ดินสอ” (หรือปากกาลูกลื่น) คืออุปกรณ์ที่เด็กยุคปัจจุบันอาจจะงงว่า เฮ้ย มันเกี่ยวกันยังไงวะเค้าไว้ใช้ทำอะไร (หึหึ ไม่รู้จักความมันส์ของการกรอเทปซะแล้วเจ้าหนู)  ซึ่งดินสอกรอเทปนี่ก็จึงกลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของธีมงานคอนเสิร์ตนี้ด้วยเพราะขาดไม่ได้จริงๆ เวลาฟังแล้วต้องการจะกรอไปยังต้นเทปหรือตอนท้าย นี่แหละอาวุธอันดับหนึ่งเลย   นอกจากนี้แล้วยังมีไอเทมลับประจำบ้านที่เอาไว้ใช้ทำให้เทปที่ว่านี่เสียงใสคมชัดขึ้นอีก นั่นก็คือ คือ คือ …. ตู้เย็น!!!! นั่นเอง  ที่ตามความเชื่อไทยโบราณนั้น เค้าว่ากันว่าเอาเทปแช่ตู้เย็น แล้วเสียงมันจะดีขึ้น(จริงเหรอฟะ!?)  เนื้อเทปมันจะกระชับตึง แก้เทปยานได้ .. เท่าที่สังเกตและทดลองมา  มันก็ใช้ได้นะครับ ทำให้คุณภาพเสียงมันดีขึ้นนิดหน่อยจริงๆนะ อย่างน้อยที่สุดที่เห็นผลชัดๆคือ พวกเทปเก่าที่ยานๆ  เอาเข้าตู้แค่นั้นละรับรอง   ข้อเสียมีอย่างเดียวคือ ตู้เย็นบ้านใครคอมเพรสเซอร์เสีย เย็นจัดๆ  หรือทะลึ่งบ้องเอาไปแช่ช่องฟรีส  ระวังเรื่องหยดน้ำที่จะเกาะเข้าเทป  เทปเจ๊งนี่ร้องไห้ไม่รู้เรื่องเลยนะ 555
        อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ในยุคนั้น การเสพเพลง การซื้อผลงานศิลปินนั้น  อยู่ในระดับที่เรียกว่าสูงสุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้เลย  จะเห็นได้จากยอดขายทะลุล้านตลับ บางคนมีหลักสองสามล้านตลับ  นี่แสดงให้เห็นถึงloyaltyในการเสพงานสมัยนั้นได้อย่างดีว่า คนที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มา จะมองเห็นถึงคุณค่าของงานเพลงในระดับหนึ่ง และมีจิตที่อยากจะอุดหนุนศิลปิน และซื้อหางานเพลงเหล่านี้มาเอาไว้ฟัง  จับจองเป็นเจ้าของ และยังเก็บในแง่ของของสะสมก็ได้อีกด้วย (ผู้เขียนชอบสะสมซีดีเก่ามาก) 
 
        โอเคว่า  ในมุมกลับเราอาจจะคิดว่า  เฮ้ยก็สมัยนั้นมันยังก็อปเพลงส่งกันไม่ได้ง่ายๆเหมือนยุคmp3นี่หว่า  .. พูดแบบนี้ก็อาจจะใช่  แต่ผมบอกเลยนะว่าอย่าดูถูกคนในยุคนั้นมากไป  ถ้าให้เลือกได้ ว่าการฟังเพลงฟรีง่ายๆแบบยุคปัจจุบัน / กับยุคเก่าที่ ต้องซื้อเท่านั้นถึงจะได้ฟัง   ถ้าเลือกได้ผมอยากให้มันเป็นแบบเก่ามากกว่า  ถึงแม้ผมจะชอบความสะดวกสบายของmp3 (แม้จะripจากแผ่นแท้ของเราเองก็ตามที) แต่ผมก็แอบเกลียดมันอยู่พอสมควรที่เกิดขึ้นมาทำลายวงการเพลงทั่วโลกซะเป็นแบบนี้  ถ้าเลือกได้อยากให้โลกฟังเพลงกันแบบเก่ามากกว่า   คือนอกจากจะเป็นทุนทรัพย์กลับไปให้กับทางค่ายเพลง ได้มีพลังในการผลิตงานมาแล้ว  คุณภาพของเพลง  การลงทุน ฯลฯ มันส่งผลต่องานต่อๆไปในอนาคตอีกด้วย  และแน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงค่าข้าวของศิลปิน รวมถึงผลตอบแทนที่น่าพอใจ  สมัยก่อนนี่อู้ฟู่กันพอควร  สมน้ำสมเนื้อกับที่เค้าผลิตงานออกมาเลย  พี่ดี้นิติพงษ์แกก็เคยบอกน่ะครับว่า เพลงนึงดังๆนี่ บางคนซื้อควายได้เป็นฝูง  บางคนเอาไปดาวน์บ้าน ทาวน์เฮ้าส์กันเลยก็มี อันนี้เรื่องจริง  ส่วนไอ้ผมเองและหลายๆศิลปินยุคปัจจุบันที่กำลังพยายามก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการเพลง คงไม่มีทางได้มีโอกาสที่สวยหรูแบบนั้นอีกแล้ว แถมยังมืดมนซะด้วยซ้ำ ค่าตอบแทนแค่พอกินข้าวยังไม่ได้เลยมั้ง  ต้องทำกันด้วยใจรักจริงๆเท่านั้น  ไม่ก็ต้องดังมากจริงๆระดับแนวหน้า ถึงจะพออยู่กับงานโชว์ได้  นี่แหละคือสิ่งที่มันเป็น เพราะงั้นถ้าเลือกได้ อยากให้โลกต้อง “ซื้อเพลง” เหมือนในอดีตมากกว่า
        ซึ่งมันไม่ได้มีแค่ว่าเรื่องของ “เงิน” อย่างเดียว  แต่สิ่งเหล่านี้มันคือเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่าง “แฟนเพลง”  กับ “ศิลปิน” ด้วย เหมือนดังที่พี่ป๊อดพูดไว้บนคอนเสิร์ตนี้เลยละครับ  คือคนในยุคเรานั้นมีความสัมพันธ์และการซัพพอร์ตศิลปินที่ค่อนข้างแนบแน่น ชัดเจน  และมีคุณค่ามากกว่านี้ ที่ปัจจุบันนี้แทบจะไม่เหลือความผูกพันธ์อะไรนอกจากกระแสความชอบในงานเพลงที่ออกมา  แต่คนสมัยนั้น คำว่าสนับสนุนมันก็คือสนับสนุนจริงๆ และความสัมพันธ์ระหว่าง คนฟัง กับ ศิลปินนั้น  เราอยู่กันในฐานะ “เพื่อน” กันจริงๆ  คือเราและศิลปินก็เติบโตไปพร้อมกัน  เราโตมาพร้อมกับการฟังเพลงของพวกเขาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดิร์นด็อกเอย เดอะมัสต์เอย สไมล์บัฟ ฯลฯ เพลงเหล่านี้คือเพื่อน ในเวลาเราเหงา  เวลาเราดีใจ เสียใจ อกหัก นี่แหละคือrelationshipที่จะฝังใจเราไปตลอดชีวิตเลย เหมือนอย่างที่คนเขาพูดกันนั่นแหละ ว่า เพลงที่เราฟังในวัยเด็ก วัยรุ่นที่กำลังโตขึ้นมา  จะกลายเป็นเพลงที่ประทับใจเรา และมีความหมายที่สุดกับเราไปตลอดชีวิต  คำกล่าวนี้มันจริงมากๆ  ดังนั้น งานนี้มันไม่ผิดไปจากที่ศิลปินบนเวทีพูดไว้เลย  และไม่ใช่มุกเช็คอายุด้วยว่า  งานคอนเสิร์ตครั้งนี้  มันเหมือนเป็นงานที่มาเจอ “เพื่อนเก่า” ของพวกเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆคนฟังด้านล่างที่ฟังมาด้วยกัน .. เพื่อนศิลปินที่ ไม่ได้พบเจอกันมานานแสนนานตั้งแต่ยุคนู้นนน (หลังเวทีคงถ่ายรูปเฮฮากันมันส์แน่ๆ) และความเป็นเพื่อนระหว่าง คนฟัง กับ ศิลปิน ที่เป็นเพื่อนที่รู้ใจกันมานาน  นี่แหละครับ คือสิ่งที่คอนเสิร์ตนี้มันย้อนรำลึกความรู้สึกพวกเราให้มันกลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ เป็นวัยรุ่นที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาอีกครั้งนั่นเอง..
        ทีนี้พูดถึงเรื่องงานคอนเสิร์ตกันบ้าง งานนี้มีชื่อว่า 90'S Concert First Album กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป  จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานีนั่นเอง ใครที่ปกติจะไปดูแต่อิมแพ็คก็อาจจะงงๆและขับรถหาไม่เจอกันนิดหน่อยเพราะมันต้องขับเข้าไปอีกนิดนึงทางทะเลสาบ  ก็ไปจอดรถกันตรงนั้นแหละครับผมว่าใกล้และสะดวกที่สุดละ เดินไปนิดเดียว  งานนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยความร่วมมือของ สหภาพดนตรี และ  สิงห์ คอร์เปอเรชั่นนั่นเองที่ได้ทำให้งานนี้เกิดขึ้นมาได้ โดยมีโต้โผใหญ่นั่นก็คือพี่ชายอันเป็นที่รักของทุกคนอย่าง พี่จุ๊บ วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ ของสหภาพดนตรี (และสิงห์คอร์ปด้วย) 
 
        พี่จุ๊บก็ให้สัมภาษณ์บอกเลยครับว่า งานนี้เกิดขึ้นมาสนองนี้ดแกเต็มๆเลย กล่าวคือ พี่ชายผู้เป็นผู้ริเริ่มคอนเสิร์ตนี้นั้นคิดถึงบรรยากาศเก่าๆสมัยออกเทป และเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในวงการยุคนั้น จึงได้ผุดโปรเจคให้ศิลปิน และแฟนเพลง ได้ต่างมาเจอกันและกันในงานนี้นั่นเอง  ซึ่งคอนเสิร์ตนี้มันมีความพิเศษเว่อร์ๆมากอยู่อย่างหนึ่งที่  คอนเสิร์ตตามงานทั่วๆไปจะไม่ได้เห็นนั่นก็คือ  บางศิลปินนี่ แทบจะเลิกร้องเพลงไปแล้ว  ไม่ได้ขึ้นเวทีมาเป็นสิบปี  เรียกว่า แรร์ไอเท็ม แรร์ศิลปินมากๆ  หาดูโค๊ตรรรรยาก  ต้องใส่ไม้ตรีให้คำว่าโคตรเลยทีเดียว  มันโคตรยากจริงๆ คือมีตังค์ไปจ้างบางทีพี่พวกนี้เค้ายังไม่เล่นให้คุณดูเลยม้าง (ฮา) ผมเองก็ยังอึ้งมาจนถึงตอนนี้ที่เขียนว่า เฮ้ยนี่เราไม่ได้ฝันใช่ไหมวะ  เราได้ดูศิลปินที่เราเคยได้ฟังเพลงเค้าตอนเด็กๆ แล้วเค้าหายไปจากฉากหน้าวงการเพลงนานมากแล้ว  เรียกว่า “หาดูไม่ได้แล้ว” จะชัดเจนกว่า  แล้วได้เห็นกับตาอีกครั้งที่งานนี้ .. เป็นคอนเสิร์ตที่พิเศษมากจริงๆสำหรับแฟนเพลงในยุคนั้น 
        คอนเซปต์ของงานคอนเสิร์ตครั้งนี้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเอาศิลปินเก่าๆมา แต่ยังพ่วงด้วยการ “กำเนิดศิลปิน” เหล่านี้อย่างแท้จริงด้วยการนำผลงานจาก “ชุดแรก” ที่แจ้งเกิดมาเล่นกันล้วนๆ เพราะฉะนั้น พวกเพลงฮิตอัลบั้มหลังๆบางเพลง อาจจะไม่ได้เล่นในงานนี้  แต่นั่นผมว่ามันเป็นข้อดีสุดๆเลยล่ะ ไม่งั้นอย่างเช่น เพลงฮิตๆของ Friday เราก็ไปหาดูตามงานอื่นก็ได้  แต่งานนี้เป็นการย้อนรำลึกจุดแรกเริ่มของแต่ละศิลปินเต็มๆเลย  คนที่ร้องตามได้นี่  ต้องยอมรับและคารวะเลยว่า เป็นแฟนเพลงเหนียวแน่นเดนตายชนิดถวายหัวรากเลือดกันเลยทีเดียวแหละ  และผมก็เชื่อว่า หลายๆคนน่าจะเกิดทันช่วงเวลานี้  อย่างน้อยที่สุด ถ้าร้องไม่ได้  จำเนื้อไม่ได้  แต่เพลงส่วนใหญ่น่าจะผ่านหูผ่านตา  และเคยฟังกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ  แค่ร้องไม่ได้เป๊ะๆแค่นั้นเอง เพราะมันก็นานมากแล้ว  แต่มันอยู่ในความทรงจำเราแน่นอน  ทันทีที่เพลงขึ้นปุ๊บ  ระบบออโต้ของความทรงจำมันจะกระตุ้นปากให้ร้องได้ขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้นัดหมายเลยล่ะ 
 
        พูดถึงสถานที่จัดงานนิดนึง นี่เป็นส่วนที่ผมชอบมากๆสำหรับสเกลในการจัดงานครั้งนี้ที่ธันเดอร์โดมเมืองทอง คือขนาดของมันจะไม่ได้บิ๊กเบิ้มเท่ากับอิมแพ็คที่ความจุระดับหมื่น แต่ข้อดีของการดูคอนเสิร์ตในฮอลล์ประมาณนี้  ผมว่าดีกว่าดูในที่ใหญ่ๆแบบอิมแพ็คซะอีกนั่นก็คือ “ความอบอุ่นและความใกล้ชิดของศิลปินและแฟนเพลง”  คือมันใกล้มาก เห็นศิลปินตัวเป็นๆแบบว่าชัดมาก  ไม่ว่าจะแคะขี้มูก  เดินแอ่นเป้าหรือเกาตูด(ฮา) เห็นกันหมดทุกซอกทุกมุมแบบใกล้ม๊ากมาก  ซึ่งความคอมแพ็คของสถานที่มันทำให้บรรยากาศงานมันเป็นกันเองและใกล้ชิดกันมากๆ  ผมชอบมากครับอบอุ่นสุดๆจริงๆ
        ยี่สิบกว่าศิลปิน กับเพลงฮิตห้าสิบกว่าเพลงที่นำมาเล่นในคอนเสิร์ตนี้ เป็นคอนเสิร์ตที่ทรหดสุดๆครั้งนึงเมื่องานเลิกเกือบตีหนึ่งกันเลยทีเดียว กับอายุอานามและสังขารของคนดูคอนเสิร์ตที่เปลี่ยนไป ไม่ได้ฟิตๆสดๆเหมือนตอนสมัยเป็นวัยรุ่นหนุ่มกระทงสมัยนั้น  ก็มีเหนื่อยมีกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะๆกันบ้างงานนี้  ใครทนไหวก็ยืนลุยไป ใครไม่ไหวก็มีพักเบรคนั่งกันบ้างเวลาที่เป็นเพลงช้าๆ ไม่ว่ากันเพราะคอนฯมันยาวจริงๆ กับห้าชั่วโมงเต็มที่ยืนอยู่ในคอนเสิร์ตนั้น เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันนานเกินไป แต่ต้องเรียกว่า มันเต็มอิ่ม จุใจ สะใจมากกว่า เพราะมากันเพียบและยืนฟังครบทุกศิลปินฟินกันเลย 
 
        เริ่มเปิดงานคอนเสิร์ตนี้ด้วยกลุ่มศิลปินแรกนั่นก็คือ Friday นั่นเอง มากันครบทั้งสามสมาชิกเป็นวงเปิดงานวงแรก เริ่มต้นกับเพลงในอัลบั้มชุดแรกมาแบบเต็มๆจาก Friday I’m in love ที่แฟนพันธุ์แท้ร้องได้ชัวร์ๆ ส่วนคนที่ติดตามพอประมาณแต่ไม่ได้ฟังเจาะก็อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแต่ร้องตามกันยากนิดนึง(ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นกับอัลบั้ม Magic Momentกันมากกว่าเพราะมีเพลงฮิตอยู่เยอะ) ไล่เพลงแรกเลยตั้งแต่ “ฉันมีความสุข” เพลงที่น่าจะคุ้นมากที่สุดเพลงหนึ่งจากชุดแรกของฟรายเดย์แล้ว  ต่อด้วยเพลง  “รอฝน” เพลงจีบสาวน่ารักๆนุ่มๆมากๆ แล้วตามมาติดๆด้วยเพลงช้าอกหักๆกันบ้างกับเพลง “เหนื่อย”  ก่อนที่จะมาที่เพลงมีจังหวะสนุกๆพอโยกๆกันได้บ้างกับเพลง “สุขล้ำ” มาจนถึงตอนนี้ทุกคนก็ได้อิ่มเอมกับเพลงชุดแรกตามคอนเซปต์งานของคอนเสิร์ตนี้แบบเต็มที่ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยเพลงฮิตที่แฟนรุ่นคล้อยหลังร้องตามได้กับเพลงในตำนานอย่าง “นิดนึงพอ” ต้นฉบับจากพี่แจ้  เพลงนี้ร้องตามกันทั้งฮอลล์แบบฟินๆไป


 
        ต่อจากFriday ก็มาเป็นคิวของพี่ชายสุดหล่ออย่าง ไมเคิล สวัสดิ์เสวี มากับชุดสูทลำลองเท่ๆหล่อเหมือนเดิม มากับเพลงเร็วก่อนอย่าง “เจ็บคราวนี้”  ดูสเต็ปยังใช้ได้อยู่เลย ที่สำคัญหล่อเหมือนเดิม  เพลงนี้ย้อนกลับไปฟัง ซาวด์ยังไม่เก่าเลยนะใช้ได้เลย ในยุคนั้นก็ถือว่าล้ำล่ะ  พี่ไมเคิลนี่ก็เล่นมุกกับแฟนๆกันสนุกสนานเช่นกันจำได้เลย ก่อนที่จะชวนกันร้องเพลงโคตรฮิตที่ยังคงตราตรึงอย่างเพลง “พูดลาสักคำ”  ที่มันเพราะเป็นอมตะจนขึ้นหิ้งไปแล้ว  ฟินมากเพลงนี้ คือแค่เห็นไมเคิล สวัสดิ์เสวีมาขึ้นคอนเสิร์ตได้อีกครั้งนี่ปาฏิหาริย์มากๆไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ดู  ดีใจจริงๆครับ
        ต่อกันด้วยอีกหนึ่งนักร้องชายของงานนี้ และพ่วงมาด้วยดีกรีศิลปินนักแต่งเพลงอย่างพี่โบ๊ท บานาน่าโบ๊ท ที่หาตัวยาก หาโอกาสยากมากที่จะได้ดูเขา และหน้าแกยังเด็กอยู่เลย บุรุษในตำนานผู้ออกตัวว่า ตัวเองมีเพลงฮิตอยู่ทั้งหมด  หนึ่งเพลงครึ่ง! (ฮา)  จะไม่ครึ่งได้ไง เพราะเพลงในตำนาน มันมีท่อนผู้หญิงร้องไปซะครึ่งหนึ่งนั่นนะสิ  เริ่มต้นด้วยเพลง  “เคยไหม”  ก่อนที่จะมาร้องเพลงฮิตที่ผมเชื่อว่า เพลงนี้อยู่ในช่วงชีวิตใครหลายๆคน รวมถึงเป็นเพลงสำคัญอีกเพลงหนึ่งของชีวิตผู้เขียนสมัยเด็กๆวัยรุ่นด้วย(ในยามที่ดราม่ากับตัวเอง ฮา..)  อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ  เวลามีปัญหา ท้อแท้กับชีวิต เศร้า  ก็จะมีเพลงนี้แหละครับอยู่เป็นเพื่อน และอยู่เป็นกำลังใจเสมอมา นั่นก็คือเพลง “ห่วงหา” นั่นเอง  ผมรู้สึกดีใจมากที่  ครั้งนึง เพลงที่เราเปิดฟังปลอบใจตัวเอง อยู่เป็นเพื่อนเวลาเศร้ามากๆ  วันนี้ได้มาดูสดๆกับศิลปินเจ้าของเพลงแล้ว ดีใจมากจริงๆครับพี่โบ๊ท  และเพลงนี้ยังเปิดตัวเกสต์พิเศษมาร้องท่อนผู้หญิงให้ด้วยนั่นก็คือ โรสแมรี่นั่นเอง กรี๊ดกันสนั่นเลยยย  คอนเสิร์ตนี้ได้มาดูเพลงนี้ดีใจสุดๆแล้ว เพลงในตำนานจริงๆ
        จบจากนักแต่งเพลง ก็มาต่อด้วยนักแต่งเพลงอีกคนนั่นก็คือ เชษฐา ยารสเอก นั่นเอง คนนี้เป็นตำนานเทพเขียนเพลงอีกคนในวงการเลยพี่มิก มากับเพลงฮิตของเฮียนั่นก็คือ “ไม่อยากหลับตา”  เศร้าหม่นหมองประคองอารมณ์มากๆ พี่แกก็บอกว่า มีแต่เพลงเศร้าๆแบบนี้แหละ ชีวิต 555  เพลงสองก็ยังเศร้าอยู่อีก ชื่อเพลงก็แย่แล้วนั่นก็คือ “แค่อยากร้องไห้”  กับท่อนแค่อยากร้องไห้ วันนี้หัวใจปวดร้าวเหลือเกิน  .. อะไรมันจะดราม่าขนาดน้านพี่มิกกกกก แต่ตัวจริงก็ ขี้เล่นเฮฮาอย่างที่เห็น  บุรุษหนุ่มผู้เหมาะกับช่อดอกไม้สีม่วง(ฮา) และมีโอกาสก็จัดซะหน่อย  เป็นช็อตจำของคอนเสิร์ตนั่นคือ การเซลฟี่แบบ360องศา เก็บซะครบเลยแหม่  น่าประทับใจอีกศิลปินเช่นกัน ก่อนที่จะส่งไม้ให้ศิลปินหลักอีกกลุ่มของงาน นั่นก็คือ.. พี  โอ พี !!!!! นั่นเอง
        P.O.P. มากันเต็มวงเลย รวมถึง Z myx พี่สมเกียรติก็มาในฐานะสมาชิกด้วยอย่างที่เราทราบกันในชุดล่าสุด สำหรับ P.O.P. ชุดแรก Eraนี่ต้องบอกว่า 7แทร็คนั้น ฟังแล้วฟังอีก ฟังจนพรุนไปหลายรอบแล้วก็ยังถูกงัดมาฟังใหม่ไม่รู้อีกกี่รอบต่อกี่รอบจริงๆ เป็นชุดที่ผมชอบมากๆ และกล่องซีดีก็อยู่ในความทรงจำของนักสะสมซีดีจริงๆเลย (อยากจะไปปล้นพี่ชายแถวบ้านมากๆ พี่แกมีซีดีชุดนี้ที่เป็นผลิตครั้งแรกอยู่  ฮึ่ยๆๆๆ)  พีโอพี มาพร้อมกับความหล่อของพี่นภที่ทำเอาหัวใจของสาวๆสมัยนั้น (ที่กลายมาเป็น สาวๆวัยทำงานที่มาดูคอนเสิร์ต)ตกหลุมรักกันเป็นแถบๆ  ยังคงน่ารัก เป็นกันเอง สุภาพ และมีลูกเล่นบนเวทีที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  
 

 
        ดูพี่นภนี่โคตรฟิน ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ชายอย่างผมและแฟนๆท่านอื่นๆ  เป็นศิลปินที่ปลื้มมาก เพราะชุดที่เค้าเอามาเล่น มันคือชุดที่เราชอบและฟังบ่อยมากที่สุดนั่นเอง(เล่นเกือบครบขาดแค่ คือเธอ เพลงเดียว)  เริ่มมาก็เปิดด้วยเพลง “คนดี”  สตาร์ทก็เอาเพลงที่ผมรักสุดๆมาkillกันก่อนเลย  ฟินมากกกกก ต่อด้วย “แค่ได้พบเธอ”  กับท่อนคิกขุน่ารักๆในตำนานอย่าง ปาดับป้า ที่ต้องรอคนฟังช่วยกันร้องพร้อมกันนี่  เป็นโมเมนต์ที่ดีมากจริงๆ แล้วต่อด้วย รักของเธอมีจริงหรือเปล่า  ที่ร้องตามกันสนั่นฮอลล์ , ถัดไปเป็นเพลงที่ปั้นวงมาอย่าง “ลมหายใจ”  และปิดท้ายด้วย เพลงในตำนานอย่าง “ไม่มี” ที่เอามาปิดท้ายอย่างสมบูรณ์แบบ นี่เป็นเพลงเล่นกีต้าร์หากินของผมเลยนะเนี่ย! ฮา ดูบนเวทีแอบลุ้นให้พวกพี่เค้าเล่นเป็นเวอร์ชั่น “ไฟดับ” ซะด้วยซ้ำ 555 ชอบมากกกกก พีโอพีนี่ ดูจบแล้วฟิน ครบทุกรสจริงๆ เป็นไฮไลต์ของงานเลยล่ะ
        ถัดมาจากหนุ่มๆ ก็เป็นสาวน้อยตัวเล็กๆ ที่ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเป็นสาวน้อยอยู่นั่นก็คือ โรสแมรี่นั่นเอง มากับเพลง  “ให้ฉันทำอย่างไร” เพลงฮิตในตำนานที่ใครๆก็ร้องตามได้ และ “ใจเป็นของเธอ”  ที่เป็นเพลงที่คุณโรสแมรี่ร้องได้น่ารักมากกกก น่าเอ็นดูสุดๆ คาวาอี้มาก  ถึงแม้จะร้องตามไม่ได้ แต่เคยฟังล่ะ พอมาได้ยินอีกครั้งนี่ ภาพเก่าๆลอยมาเลย  และเธอก็ยังคงน่ารักสดใสเหมือนเดิม  ดูท่าจะตื่นเต้นมากด้วย 555 ใจเย็นเจ๊ย์  พวกผมเป็นกำลังใจให้อยู่ข้างล่างนี่คับ
        Tea for Three เป็นวงที่ผมตั้งตารออยากจะดูสดๆมากอีกวงนึง คือวงอะไรไม่รู้โคตรนุ่ม โคตรชิล มากันสองหนุ่มกับเพลงฮิตอย่าง “ลมหนาว” ที่เพราะมากๆ จริงๆ Tea for Three ยังมีอีกหลายเพลงมากกกที่อยากชม แต่ด้วยโควต้าและเวลาที่จำกัดนั่นแล  อีกเพลงหนึ่งที่เราได้ฟังกัน เป็นเพลงเศร้าๆบาดๆอย่าง “แด่คนเคยรัก” ที่กะเอาคนฟังตายเลยนะเนี่ยเพราะมันเศร้าจริงอะไรจริง
 


 
        พูดถึงคอรัสของงานนี้ก็จะมีสองคนชายหญิงเป็นนักร้องหลักจากสหภาพดนตรี นั่นก็คือ ถังเบียร์ และ เหวยเหวย นั่นเอง และถังเบียร์ก็ได้มาร่วมแจมในคอนเสิร์ตนี้กับการมาร้องเพลงเก่ายอดฮิตของ Vacation Band นั่นก็คือ “คืนใจ” นั่นเอง แม้จะเป็นศิลปินใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับยุคสมัยนั้น แต่น้องก็ร้องได้ดีทีเดียวและก็ทำให้ผู้ชมในฮอลล์ร้องเพลงนี้ตามกันอย่างกระหึ่มเลย  ผมเงี่ยหูฟังปริมาณเสียงคนร้องตามอยู่  ใช้ได้เลยนะ! 
        Ford and Friends อันนี้คงต้องเขียนเชียร์เยอะหน่อย 55555 ล้อเล่นนะครับ  มาแล้วครับกับ พี่ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน  คนคุ้นเคยของผู้เขียนนี่เอง (ฮา) พี่ชายเสียงอบอุ่นที่แสนดีที่ผมเองก็อยู่ช่วยทีมพวกพี่เค้าแต่งเพลงอยู่  ก็มาในคอนเสิร์ตนี้เช่นกัน โดยที่พี่ฟอร์ดมากับเพื่อนๆหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็นแบ็คอัพโซลเรนเจอร์ และยังมีพี่ๆน้องๆอีกหลายๆคน  เริ่มตั้งแต่โชว์เดี่ยวเพลงแรกของพี่ฟอร์ดบนเวทีกับเพลง “ขอเพียงเท่านั้นเอง” โอ้วพระเจ้าเสียงแซ็กสดๆนี่มันฟินเฟร่อๆจริงๆเลยนะ  แถมเพลงนี้เป็นเพลงพี่ฟอร์ดที่ผมชอบมากกกกกด้วยเพลงนึง  ดีใจจริงๆที่ได้ดู  คือไม่เกี่ยวกับว่าเป็นคนรู้จักหรืออะไรกันนะ ผมเป็นแฟนเพลงพี่ฟอร์ดแกอยู่แล้วแหละ และเพลงนี้เพราะมาก  แต่คนร้องตามได้อาจจะไม่เท่าเพลงถัดไป ที่ต้องบอกว่า กระหึ่มเว่อร์มากทั้งฮอลล์ นั่นก็คือเพลงที่ส่งให้พี่ฟอร์ดติดชาร์ทดังเปรี้ยงเลย นั่นก็คือ “รักเธอ” นั่นเอง  
        อยากบอกว่า เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงในคอนเสิร์ตที่คนร้องตามกันแบบ กระหึ่มสุดๆ แถมยังจำเนื้อร้องกันแบบเป๊ะๆได้  เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจจริงๆ และปิดท้ายด้วยเพลงที่ส่งให้คน”ได้กัน”มาหลายคนแล้ว 555 กับเพลงโรแมนติคๆอย่าง “ตราบใด” นั่นเอง  อยากฟังเวอร์ชั่นพี่คิ้มมาแจมด้วยมากๆ แต่เพลงนี้ก็ได้เกสต์ศิลปินขึ้นมาคนนึงในงาน นั่นก็คือ พี่โก้ แซ็กแมนนั่นเอง  นี่มันเป็นดรีมไฟนอล เป็นคู่ชิงในฝันเลยนะ  ผมฝันมานานแล้วว่าอยากดูเทพแซ็กสองคนบนเวทีเดียวกัน  พี่ฟอร์ด กับ พี่โก้ .. โหแล้วได้ดูในงานนี้  ไม่มีอะไรจะฟินไปกว่านี้แล้ว  ก่อนที่พี่ฟอร์ดจะมอบเวทีให้กับพี่โก้ กับเพลงเดี่ยวประจำตัวอย่างเพลง “ภาวนา” ที่เพราะมากกกอีกเพลงนึงให้ร้องตามกระหึ่มเช่นกัน 
        ต่อจากพี่โก้มา คราวนี้มาถึงคิวศิลปินที่เป็นพี่ชายที่น่ารักของเพื่อนศิลปินด้วยกัน และพ่องานของงานนี้นั่นก็คือ พี่จุ๊บ วุฒินันต์ นั่นเอง กับเพลง รักฉันบ้างหรือเปล่า  เพลงฮิตหนึ่งเดียวที่เก่ามากก(แอบไม่ทัน ยอมรับ - -“) แต่ยังเพราะอยู่เลยล่ะ  ก่อนที่จะถึงคิววงต่อไป ซึ่งผมบอกได้เลยว่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแรร์ไอเท็มประจำคอนเสิร์ตเลยนั่นก็คือวง Boxer นั่นเอง โหคือใครจะคิดว่าชีวิตนี้จะได้ฟัง Boxer ด้วย   ยังจำความดิบความมันส์ได้  วันนี้ได้ฟังสดๆกับ “เสียดายเวลา”  เป็นหนึ่งในเพลงในคอนเสิร์ตที่ ผมโคตรรรรฟินที่ได้ดูสดๆ  โอกาสแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตจริงๆนะ กลับมานี่ต้องหาเปิดเพลงเก่าฟังแล้วโยกหัวตามมันส์ๆต่อเลย  อารมณ์ค้างมาก  ฟิน!!!! 
 
        ตามมาด้วยเพลงช้าปิดท้ายอีกเพลงอย่าง เพียงแค่มีเธอ เป็นเพลงช้าซึ้งๆที่คุ้นเคยกันดี  คืออยู่ยุคนั้นอย่างน้อย งานสายอินดี้ อัลเทอร์ฯนี่  ต้องมีชื่อ Boxer ต้องผ่านหูกันบ้างแหละไม่งั้นแสดงว่าไม่ได้ผ่านยุคนี้จริง(ฮา) .. อ้อ อีกอย่างหนึ่งคือ คู่หูสมาชิกวงนี้ นั่นก็คือ พี่เอ้ และพี่ชุ  พี่ชุนี่แฟนเพลงยุคปัจจุบันก็อาจจะคุ้นเคยกันในนามของ พี่ชุ วง Zeal ด้วยนั่นแล  นั่นละครับพี่ชุ และรู้สึกว่า ผมจะได้เห็น Zeal มาทั้งวงนะเนี่ย 555 คือเห็นตาชุ เห็นตาเป๊กด้านล่าง เห็นหน้าหล่อๆของตาเคน  อยู่ริมหน้าเวทีเหมือนกัน แล้วก็ตาป๊อก มากันทั้งวงเลย  นอกจาก Zeal แล้ว ที่เห็นก็ยังมีอัลเทอร์ในยุคนั้นอีกคน นั่นก็คือพี่ออดี้นั่นเอง หัวทองมาเลย เต้นอยู่ข้างหลังใกล้ๆผมนี่แหละ 555 ก็เลยเซลฟี่กับพี่เค้าไปทีนึง ไม่ได้ขอด้วยตั้งกล้องเอง พี่ออดี้หันมาเห็นเลยยิ้มแชะด้วยกัน ดีใจมาก :D 
        ตัดอารมณ์เหมือนหนังหักมุมของเอ็มไนท์ฯ จากวงอัลเทอร์ดิบๆสากๆBoxer  กลายมาเป็นกลุ่มบอยแบนด์หล่อๆหนึ่งเดียวของงานนี้กันบ้าง นั่นก็คือ สุดยอดบอยแบนด์ในยุคนั้นที่ดังมากจริงๆกับ Dr.Kids นั่นเอง  คือเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์มากไม่ต้องสืบค้นใน Google เลยว่า วงนี้ในสมัยก่อนดังขนาดไหน จะบอกว่า เทปดร.คิดส์ที่แม่ผมซื้อให้ฟังแล้วฟังอีกตอน ป.5นี่ หายไปไหนแล้วไม่รู้  ร้องไห้หนักมาก - - นี่เป็นวงในความทรงจำของเด็กๆสมัยนั้นจริงๆ  ถึงแม้ว่าวันนี้พี่ต้าร์ หนึ่งในสมาชิกวงจะไม่อยู่กับเราแล้วแต่เขาก็ยังคงมองมาจากบนฟ้าและเป็นกำลังใจให้แฟนเพลงและเพื่อนสมาชิกอีกสามคนที่เหลือนั่นก็คือ พี่ออฟ พี่แมค และพี่ต๊อก นั่นเอง .. 
 
 
        อยากบอกว่านี่ก็เป็นวงฮีโร่สมัยเด็กของผมเลย เป็นเทปม้วนแรกๆที่แม่ซื้อให้ด้วยอ่ะคิดดู  อยากฟังเพลง ดูให้ดี(มีให้ดู)  แต่งานนี้คงไม่ได้ฟังแน่ๆ(ฮา)  ในวินาทีที่สามคนขึ้นมายืนรอบนเวทีนี่  ออร่าเปล่งประกายมาก คือโคตรบอยแบนด์อ่ะ  ผมอยากบอกว่า โคตรเท่ นี่ขนาดผ่านเวลามานานแล้ว  วงนี้ยังคงหล่อและเท่เหมือนเดิม  มาพร้อมกับแดนเซอร์สาวสวยที่ดูอินเตอร์มาก พร้อมด้วยชุดเท่ๆของสามหนุ่มที่แอบไปถามมาแล้วว่า เนี่ยเป็นชุดของพี่ๆเค้าเองด้วย  ก่อนที่จะมาร้องเพลงฮิตที่ทุกคนร้องตาม และกรี๊ดกันแบบว่า สนั่นสะใจมาก นั่นก็คือ “ข่าวร้าย” นั่นเอง  เพลงช้ายอดฮิตในตำนานของยุคนั้น  แถมด้วยท่าเต้นประกอบเพลงช้า ที่เหมือนกับยุคนั้นเป๊ะๆเลย ไม่เชื่อไปเปิดดูMVในยูทูป คือสเต็ปเต้นนี่แบบว่า  เฮ้ยไม่ไหวละพี่ พวกพี่โคตรเท่เลย เป็นบอยแบนด์ที่เท่จริงๆวงนี้  ฟินจริงๆเพลงนี้  
        ก่อนที่เพลงถัดมาจะปรับอารมณ์ให้เป็นเพลงสนุกสนานกันบ้าง ซึ่งก็มีการแหกกฏของคอนเสิร์ตเล็กน้อยเมื่อไม่ได้เป็นเพลงชุดแรกของวง  ซึ่ง.. เพลงที่เอามาเล่นนั้น.. เอิ่ม ..คือ.. มันเป็นเพลงที่ผมมีส่วนร่วมแต่งด้วยนี่สิ!!!!!  เฮ้ยยยยย บ้าไปแล้วววว ดีใจมากกกกก  ผมขอเขียนไว้ตรงนี้นะครับว่า  ชีวิตของคนๆนึงที่แต่งเพลงมาเรื่อยๆ  ไม่มีอะไรมันจะฟินไปกว่า  ชาตินี้ชีวิตคนธรรมดาๆอย่างผม จะได้นั่งดูคอนเสิร์ตใหญ่  ที่มีศิลปินขึ้นไปร้องเพลงที่ตัวเองมีส่วนร่วมแต่งด้วย .. เฮ้ยนี่ผมฝันไปรึเปล่า ก็ไม่ได้ฝัน ดีใจมากจริงๆ  แค่นี้ตายตาหลับแล้วครับ  เพลงที่ว่านั้นคือซิงเกิลล่าสุด โปรเจคหลังสุดของ Dr.Kids นั่นก็คือเพลง “Butterfly” นั่นเอง ซึ่งเพลงนี้ได้มีโอกาสเข้าชิงสีสันอวอร์ดส์ครั้งที่ผ่านมากับเค้าด้วย  ผมอยากบอกว่าผมอึ้งและดีใจจริงๆ  ไม่รู้มาก่อนว่าเค้าจะเอาเพลงนี้มาเล่นด้วย ดีใจจริงๆที่ได้ยินเพลงท่อนที่ตัวเองแต่งในคอนเสิร์ตนี้  พอแล้วล่ะชีวิตนี้ ฟินมาก T___T ไม่เสียชาติเกิดที่เลือกจะมาเป็นคนเขียนเพลงแล้ว
        ถัดจาก ด็อกเตอร์คิดส์ ก็มาเป็นคิวของวงในตำนานอย่างสามหนุ่ม XL Step ที่เหลือมาแค่พี่เอ๋ XL Stepคนเดียว แต่มีผู้ช่วยสุดหล่อมาด้วย นั่นก็คือ บี้ KPN นั่นเอง มาช่วยร้องอีกเสียง ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดได้อย่างดี  ขนาดที่คนที่เฉยๆกับบี้ พอได้เห็นตัวจริงในคอนเสิร์ตแล้ว ต้องมีหลงเสน่ห์กันบ้างล่ะ  หล่อ หุ่นดี สมาร์ทมากๆ และที่สำคัญร้องเพลงดีใช้ได้เลยไม่เสียชื่อ KPN  งานนี้คงมีอิจฉากุ๊บกิ๊บกันเพียบแน่ๆ  .. พาร์ทของ XL Stepมาสองเพลงนั่นก็คือ “เหนื่อยใจ”  เพลงยอดฮิตในตำนาน และอีกเพลงนั่นก็คือ “ชายในฝัน” นั่นเอง เพลงนี้ผมก็ชอบมากกกก มีจังหวะโยกๆได้ด้วย .. แอบเสียดายเวลาสั้นไปนิด แอร์ไทม์มันหมด ยังเหลือเพลงดีอีกอย่างเพลง  แค่หนึ่งคืน ก็อยากดูเช่นกัน แต่แค่นี้ก็ดีมากๆแล้ว

 
        ต่อมา เป็นผู้ชายเจ้าของเสียงสากและเอกลักษณ์  หูวววว เย่ห์ .. พี่อู๋ ธรรพ์ณธร TNT นี่เอง  ถึงแม้ว่าเพลงฮิตที่สุดจะเป็น หัวใจกระดาษ  แต่ว่าอันนั้นตอนอยู่RSแล้ว  พี่อู๋มากับเพลงเก่าสุดฮิตที่ โดนหัวใจผู้ชายทั้งประเทศในยุคนั้นแน่นอนกับเพลง “เกิดเป็นผู้ชาย”  ที่มันโดนนนนมากๆจริงๆ  ฟังตอนอกหักสมัยนั้นนี่  ได้อารมณ์ฮึกเหิมมากๆ แบบว่า เฮ้ยกูก็มีหัวใจนะว้อยยย  555 และอีกเพลงหนึ่งที่นำมาโชว์ ก็หนีไม่พ้น “ร่ำลา”  เป็นสองสุดยอดเพลงฮิตของพี่อู๋ ที่บอกเลยว่า  พาร์ทพี่อู๋เป็นช่วงที่ทำให้ผม เหนื่อยมากที่สุดแล้ว เหตุผลเพราะร้องตามเพลงพี่อู๋สุดเสียงไงฮะ แล้วแบบว่า  เพลงของน้าอู๋แกก็ใช้พลังเสียงในการร้อง ในการปล่อยลมออกมาเยอะมากกกกก  ร้องทีหมดแรงอ่ะ  แต่ก็เต็มใจนะ  เพลงพี่อู๋นี่อยู่ในความทรงจำมากๆเช่นกัน  รักเลยยยย
        ถัดจาก TNT ก็มาเป็น ชายหนุ่มสุดเท่ มาดกวนตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว ไม่รู้ว่าท่าร้องเพลงพี่จะกวนจะเก๋าและเท่ไปไหนกับพี่มัสท์ The Must นั่นเอง เวลาผ่านไปนานแต่พี่แกยังเท่มากๆ เท่จัดๆ เท่เชี่ยๆเลย(ขออนุญาตใช้คำหยาบครับ-/\-) คือเท่จริงๆให้ตายเถอะ พร้อมด้วยสไตล์การร้องแบบว่า  ทำปลายหางเสียงแบบ ดัดจริตๆเล็กน้อย แต่มันสะใจ และมันแรดเท่ดี  ไม่แปลกใจว่าทำไม The Must จะเป็นฮีโร่ของคนฟังเพลงยุคนั้นที่โคตรจะอินดี้สุดยอด   ขึ้นต้นมาเหมือนจะเป็นอินโทรอัศวินม้าไม้รึเปล่าถ้าผมฟังไม่ผิด ก่อนที่จะเล่นเพลงฮิตมันส์ๆโยกๆอย่าง “2ทาง” ที่ต้องบอกว่า  มันส์พอๆกับ เสียดายเวลา ของ Boxer เลย  สองเพลงนี้เป็นสองเพลงที่สะใจสุดๆในคอนเสิร์ตนี้จริงๆ  ปลื้มมากที่ได้ฟังสดๆ  โดดตามมันส์มากเลย 
        ก่อนที่เพลงที่สองจะมากับเพลงช้าประจำตัวอย่าง “องศาที่ต่างกัน”  ด้วยความที่ถูกเรียกชื่อเพลงผิดบ่อยๆกับเพลงพี่บอยด์(ฮา)จึงเกิดการกลายพันธุ์เป็นเพลงมิวแทนต์ขึ้น ..ในที่สุดมันก็กลายเป็น “องศาที่แตกต่าง” เวอร์ชั่นใหม่  พร้อมด้วยการเพิ่มเติมท่อนแร็พเท่ๆเข้ามา พร้อมด้วยการแปลงกายของเฮียมัด กลายเป็นแร็พเปอร์เท่ๆคนหนึ่งที่อยากบอกว่า  หล่อล่ำและเท่โคตรๆ(ยังกะพี่เจ)  คืออึ้งมากที่แกดูแลตัวเองดี หุ่นดีโคตรๆ กินเวย์เล่นฟิตเนสแน่นอนหุ่นแบบนี้  ไอดอลสุดๆเลย  พร้อมด้วยพร็อพของชาวฮิปฮอปที่ ใส่แว่นดำ  มีผ้าขนหนูสีขาว โย่วๆ  ก่อนที่พี่มัสแกจะมาร้องแร็พในเพลงนี้อย่างเมามันส์  ประทับใจจริงๆกับช่วงของ The Must พี่มัสท์เท่มากๆจริงๆ 
        ถัดมาเป็น สมาชิกวงในตำนานอย่าง Smile Buffalo ที่มาโดยตัวแทนคือพี่เต็น ธีรภัคนั่นเอง มากับเพลง “ดีเกินไป”  เพลงในตำนานของยุคนั้นที่ดังมากกก และเป็นประโยคเพลงยอดฮิตที่เอาไว้ด่าไอ้พวกชอบหาข้ออ้างเลิกนั่นเอง ประมาณว่า เธอดีเกินไป .. แสรดดดด ดีแล้วจะเลิกกับกรูทำไมฟะ!!! เพลงนี้มันส์มากกกก เสียดายไม่ได้มาเต็มวง พี่เชฐเห็นไปทำเกษตรพอเพียง ทำนาวิถีธรรมชาติอยู่  คิดถึงมากๆ  เรื่องนึงที่ต้องชมก็คือ วงแบ็คอัพของคอนเสิร์ตนี้  ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณเป็นใคร ทางซ้ายมือของเวทีแก๊งค์นั้นน่ะ  แต่อยากบอกว่า พวกคุณแม่งมันส์มากจริงๆนะ  เล่นกันมันส์ดีผมชอบมาก เค้าจ้างมาสองพัน เล่นมันส์ไปประมาณแปดหมื่นได้  ชอบมากจริงๆ จากใจ  พวกคุณทำให้คอนเสิร์ตมันสนุกจริงๆนะ  พี่เต็นมาเป็นตัวแทนวงก็เลยมาแค่สั้นๆ นึกว่าจะได้ฟังเพลงอื่นเสียหน่อยอย่างเพลง ไม่รักเธอ เป็นต้น  แต่แค่  ดีเกินไป เพลงเดียวก็เต็มอิ่มแล้วครับ
        ต่อมาก็เป็นอีกศิลปินเบอร์ใหญ่ประจำงานนี้นั่นก็คือ พี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์นั่นเอง ที่มากับงานอัลบั้มแรกอย่าง ไข้ป้าง ในปี38นู่น คนในยุคนั้นจำกันได้ดี เรียกว่าคนฟังเพลงยุคนั้นถ้าไม่ฟังพี่ป้างนี่ถือว่าผิดและคุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว (ง่อวววววว) เพลงแรกมาด้วยเพลงฮิตที่บิ๊วบรรยากาศคอนเสิร์ตแบบเต็มข้อมากๆกับเพลง “สบายดี”  เพลงประจำตัวซิกเนเฌอร์ของพี่ป้างเพลงนึงเลยล่ะ  เพลงนี้ก็มันส์มาก ก่อนที่จะตามด้วย  “ประตู”  ผมอยากบอกว่า ผมคิดถึงเพลงของพี่ป้างในยุคนี้จริงๆนะ  ชอบมากกว่าเพลงใหม่ๆเสียอีก โดยเฉพาะประตูนี่ มันติดหูมากๆ  ถึงแม้ว่าผมจะจำเนื้อไม่ได้ ร้องตามไม่ได้เป๊ะๆ แต่นี่เป็นเพลงในภาพจำอีกเพลงเลย 
        ถัดมาเป็น “ที่ว่าการอำเภอ”  เพลงหนักแน่นสโลว์ร็อคแบบหนึบๆที่ฟังเบสเพลินๆมากพร้อมเสียงร้องเอกลักษณ์ของพี่ป้าง ต่อมาก็เป็นเพลง “คุยกับตัวเอง”  เพลงที่กรูฟของเพลง จังหวะของเพลงมีเอกลักษณ์มากๆ ออกคันทรี่หน่อยๆด้วยในท่อนเวิร์ส  พร้อมด้วยฮุคบีบเสียงเล็กที่น่าจดจำและคุ้นๆกันดี  แน่นอนว่าเพลงเหล่านี้ผ่านหูกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ และแฟนๆพันธุ์แท้ของพี่ป้างร้องตามกันได้อยู่แล้ว  ก่อนที่เพลงถัดไป จะเป็นเพลงชาติของ “นักกีต้าร์มือใหม่” ทั้งหลายที่ผมเชื่อว่า จะต้องมาหัดกับเพลงนี้แน่ๆ เพราะคอร์ดมันมีแค่ G D A สามคอร์ดที่จับง่ายยยยที่สุด  เหมาะกับการมาฝึกลงสโตรกการดีดกีต้าร์มากๆ  และนอกจากนี้แล้ว ยังเป็นเพลงอกหักรักคุดประจำชาติในสมัยนั้นอีกเพลงนึงด้วย สำหรับ “เอื้อมไม่ถึง”  โคตรเพลงช้าในตำนานเพลงนี้นั่นเองที่มือกีต้าร์ทุกคนต้องเคยผ่านมันมาแหงแซะ (ฮา) ก่อนที่จะทิ้งท้ายด้วยความมันส์ของแทร็คเพลง “อยากเด็ก” จากอัลบั้มไข้ป้างเดียวกันนี้  เรียกว่ามันส์ทิ้งทวนเลย ชอบฮุคเพลงนี้มาก
        ในขณะที่เขียนนี่ ผมรู้สึกว่า ขนาดเป็นการเขียนรีวิวยังทรหดเลย เพราะรายละเอียดคอนเสิร์ตมันยาวมาก เช่นเดียวกับของจริงในวันนั้นที่เล่นกันจนถึงตีหนึ่งเลย เริ่มหัวค่ำนี่แหละ  ผมก็อยู่ยืนจนจบงาน(ได้ยังไงไม่รู้) อึดมาก แต่มันส์  ศิลปินคนถัดไป เป็นนักร้องสาวในตำนานอย่างพี่อัยย์ พรรณี ที่หน้าเหมือนเดิมเป๊ะยังกะโดนสต๊าฟไว้ตอนออกเทปใหม่ๆ (นี่คำชมนะ!) มากับเพลงฮิตประจำตัว เพลงของพวกดาร์คฮีโร่  เพลงอีตัวโกง ตัวร้าย เพลงที่ใช้แย่งแฟนชาวบ้าน ฯลฯ  สารพัดจะหามาให้ฉายากับเพลงนี้กับ “บอกเขาว่าเจอฉัน”   ร้องตามกันกระหึ่มเลยฮะพี่น้องเพลงนี้  สะใจในอารมณ์มาก ร้องแล้วมันเข้าปากดี พี่อัยย์เสียงดีมากกก น่ารักเหมือนเดิมเลย  ฟินอ่ะฟิน  ก่อนที่อีกเพลงจะมาเป็น “นานเหลือเกิน” อีกเพลงประจำตัวของพี่อัยย์นั่นแล  เมโลดี้มันเท่มากจริงๆนะ ก่อนที่จะแซวๆเจ๊นักร้องคนถัดไปฮาๆ นั่นก็คือสาวเท่อดีตสกินเฮดหัวโล้น พี่สุกัญญา มิเกล ที่ผมกรี๊ดมาก ละยังคงความเท่ไว้เช่นเคย  คือจะบอกว่าเป็นนักร้องที่สัมผัสได้ว่า มันทรงพลังทุกท่วงท่าของเขาบนเวทีจริงๆ กับเพลง “รักเธอจริงๆ” ที่เพราะมากๆ เพลงนี้หนึ่งในใจอีกเพลงเลย  และปิดท้ายกันด้วยตำนานเพลง “ดีๆกันไว้” แบบสนุกสนานทั้งคนดูและคนร้อง ประทับใจเพลงนี้มากๆ  ฟังมาตั้งแต่เด็ก รอมานานแสนนานจริงๆ
        และวงที่มาเล่นเป็นวงปิดไฮไลท์ของงานนี้ก็หนีไม่พ้นหมาทันสมัยของเรา  โมเดิร์นด็อก นั่นเอง ย้อนวัยเจอเพื่อนเก่าด้วยชุดลูกเสือมาเชียว ก่อนที่จะมาโยนอินทรธนูแจกกันภายหลัง  (แข่งกับพี่มัสต์ที่รายนั้นแจกจานร่อนไปแล้ว  ไม่เคยเฉียดมาแถวผมยืนอ่ะ T-T)  MD มาด้วยเพลงฮิตจากอัลบั้มชุดแรกสุดที่ ร้องตามกันกระหึ่มฮอลล์เลยตั้งแต่เพลง  “บางสิ่ง” เพลงที่ต้องบอกว่า ร้องตามแล้วมันสะใจจริงๆกับเพลงที่เราฟังกันบ่อยมากๆเพลงนี้  ก่อนจะมาเป็น “บุษบา” ที่ความหมายยังคงลึกซึ้งและน่าฟัง น่าโดดอยู่เสมอ ..  และสุดยอดเพลงเปิดกะโหลกเปิดสมองอย่างา  “กะลา” ที่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องฟัง และนึกย้อนกลับไปว่า เฮ้ยเนี่ย ศิลปินไทยสมัยก่อนทำเพลงเนื้อหาแบบนี้นะเว้ย  จะเลิกวนอ่างเพลงรักกันได้รึยัง  เพลงแนวอื่นมันก็ทำให้ดีได้นะเอ้ยยยย  / และเพลง “เธอ” (ร้องเอ้าๆกันสนุกมาก เพลงเธอ) ก่อนที่จะได้ยินเพลง  “หมดเวลา” เล่นกับกีต้าร์แบบที่ว่า มิติของการฟัง ณ ตรงนั้นมันทรงพลังมาก ทั้งๆที่มีแค่เสียงร้องกับกีต้าร์ .. สุดยอดจริงๆที่ได้ฟัง  
 

 
        ก่อนจะปิดกันด้วยเพลงโคตรฮิตที่เป็น “ตัวแทนของยุคสมัย”  ต้องใช้คำนี้จริงๆ  ถ้าหากพูดถึงยุคนี้  เพลงเดียวที่จะเป็นตัวแทนเลย  คงหนีไม่พ้น “ก่อน” ของโมเดิร์นด็อกเพลงนี้นั่นเอง เพลงที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงวันนี้  ปิดฉากกันแบบฟินๆไป ก่อนที่ทางวงจะโดนอังกอร์เรียกให้กลับออกมาเล่นอีกครั้ง(ตามสูตร)  พี่ป๊อดก็มายืนอังกอร์อยู่กับแฟนๆด้วย เรียกพี่เมธี พี่โป้งและสต๊าฟวงมาเล่นด้วยกันอีกครั้ง จัดเป็นเพลงสุดท้ายด้วยความแหกคอกให้  แหวกกฏอัลบั้มแรกและเราก็ได้ฟังเพลงโคตรมันส์อย่าง “ตาสว่าง”  ปิดท้ายงานคอนเสิร์ตกันแบบฟินๆและเต็มอิ่ม เต็มความรู้สึกและความประทับใจตลอดเฉียดๆ 6ชั่วโมงที่ได้เข้าไปอยู่ในฮอลล์นั้นเลย
        เป็นคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จมากๆที่ทุกอย่างดีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศงาน  คนดูที่อยู่ข้างในนั้นที่มีส่วนร่วมและช่วยกันร้องตลอดเท่าที่จะร้องได้  เพลงไหนหาฟังยากหน่อยอาจจะเงียบกันบ้าง แต่ก็ยังเต้นตามกันอยู่ได้นั่นแหละ เรียกว่ากระชากวัยกันสุดๆ  ทุกๆอย่างของงานนี้คือความประทับใจจริงๆ  ผมขอขอบคุณสิงห์คอร์ปฯ และ สหภาพดนตรี และพี่จุ๊บโต้โผงานครั้งนี้ด้วยที่ริเริ่มจัดคอนเสิร์ตที่น่าประทับใจแบบนี้ให้เราได้ดูกัน  กับศิลปินบางคนที่ต้องบอกว่า ชาตินี้ไม่เคยคิดว่าจะได้มีโอกาสดู  พร้อมด้วยคอนเสิร์ตที่สนุกสนาน และเป็นกันเองมากๆ  
 
        ความสุขในวันนี้ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะจดจำไปอีกนานแสนนานว่า  ครั้งหนึ่งเราได้กลับมาเจอกับ “เพื่อนเก่า คนที่เราไว้ใจได้  คนที่เคยคุยกับเราสมัยที่เรายังเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่นตอนที่ต้องการที่พึ่งทางใจกัน  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนยามเหงา  ยามมันส์  พวกเขาเหล่านี้ “ศิลปินและเพลงเก่าๆในยุค90’S” คือเพื่อนแท้ของเราที่จะอยู่กับเราไปจนวันตายจริงๆ  อยากให้บรรยากาศแบบนั้นมันกลับมาอีกครั้ง  อยากให้คืนวันมันกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ชีวิตมันไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าการได้ฟังเพลงที่เราชอบ และมีความสุขไปกับมัน  ต้องการแค่นั้นจริงๆ 
 
         ขอบคุณแฟนเพลงทุกท่าน ทุกคนที่มาร่วมกันเติมเต็มในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วยกัน  พวกคุณสุดยอดมาก แม้เราจะไม่รู้จักกัน แต่เราเป็นคนที่เกิดและผ่านยุคมาด้วยกัน  ก็แปลว่าเราใช้ความรู้สึกเดียวกันในการเติบโตขึ้นมานี่แหละ  ไม่มีใครที่จะรู้ใจและพูดคุยกันได้รู้เรื่องเท่าพวกเราเองอีกแล้ว 
 
        ขอบคุณ ศิลปินทุกท่าน ที่มาคอนเสิร์ตครั้งนี้กันด้วยใจและความคิดถึง  พวกคุณเต็มที่กับงานมากๆ และคนดูก็รับรู้และรู้สึกได้ถึงมิตรภาพจริงๆ  หลังคอนเสิร์ตก็คงเฮฮาสนุกสนานรียูเนี่ยนกันใหญ่ล่ะ  ได้แต่หวังว่า  เราจะมีโอกาสกลับมาเจอกันอีกครั้งในอนาคต เมื่อสักวันมันเวียนมาถึง  แม้ตอนนั้นพวกเราจะแก่ลงไปกว่านี้อีก แต่ก็สัญญาว่า จะกลับมาถือไม้เท้าเย้วๆกันเหมือนเดิมแน่นอน   .. 
        นี่คือคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์และน่าประทับใจมากที่สุดครั้งหนึ่งของเมืองไทยครับ ขนาดที่ว่า ก่อนเข้าไปชมผมเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเลย อยากไปดูศิลปินโปรดของเราคิดเท่านั้นเอง  แต่งานมันออกมาประทับใจเกินความคาดหวังไปสามสี่เท่าเลย .. ดีใจได้เลยครับ งานนี้จะตราตรึงไปอีกนานแน่นอน งานที่เป็นเหมือนการโชว์ “สปิริทแห่งยุคสมัย”  ของพวกเราในยุคนั้นที่ได้ผ่านมา   จงภูมิใจไว้ได้เลยว่าเป็นคนที่ผ่านยุคเหล่านี้  ยุคที่วงการเพลงไทยเฟื่องฟู และน่าจดจำที่สุดตั้งแต่เคยมีมา 
 
        สุดท้ายนี้..  ถ้าย้อนเวลาไปได้ ฝากบอกเหล่าพี่ดีเจด้วยละกันว่า .. “อย่าพูดแทรกเพลงสิเฟ้ย  ตูกำลังอัดอยู่!!!”  ..
 
        ความทรงจำคอนเสิร์ตครั้งนี้ จะเป็นเหมือนเทปคาสเซ็ทที่โดนหักเขี้ยวไปแล้ว จึงจะไม่มีวันถูกอัดทับ และติดตรึงในความทรงจำพวกเราไปตลอดกาล

ขอบคุณภาพสวยๆจาก @Mahassanai Lewchalermwongse
  
 

90'S Concert First Album, กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป