“มันคือเกลียวคลื่นอันเผ็ดร้อนและเย้ายวน“ รีวิวอัลบั้ม วง TABASCO New EP “X”

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

“มันคือเกลียวคลื่นอันเผ็ดร้อนและเย้ายวน“   รีวิวอัลบั้ม วง TABASCO   New EP “X”


 

 
 
        ตลาดเพลงไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเช่นเดียวกันกับพัฒนาการทางดนตรีของเพลงไทยที่มีมากขึ้น
และมีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ   แม้ในยุคสมัยปัจจุบัน เพลงอาจจะไม่ใช่คอนเทนต์หลักของการขายงานบันเทิง
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตามเพลงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญมากๆในอุตสาหกรรมนี้  ในฐานะตัวนำของการต่อยอดทั้งปวง  ไม่ว่าจะเป็นหนัง
ละคร หรือการขายโชว์แสดงสด หรือรายการบันเทิงในยุคนี้  ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เพลงทั้งนั้น   ศิลปินใหม่ๆก็ตบเท้ากันเข้ามา
ผลิตผลงานคุณภาพโดยไม่กลัวอุปสรรคของยุคปัจจุบัน   และสำหรับ TABASCO ก็คือหนึ่งวงนั้นที่ถือว่าเป็นหน้าใหม่
ที่กล้ากระโดดเข้ามาท้าสู้ในสมรภูมิอันบ้าคลั่งนี้ด้วย

        สำหรับ TABASCO แล้วผมเชื่อว่า คนฟังเพลงหลายๆท่านน่าจะเคยเห็นผลงานของพวกเขาออกมากันบ้างแล้ว
แต่อาจจะยังไม่รู้จักว่าพวกเขาเป็นใคร  เช่นเดียวกับผู้เขียนเหมือนกัน (อ้าว!) ..เอาจริงๆเลยคือผมจำ TABASCO ได้จากเพลงเก่าๆ
ก่อนหน้านี้หลายๆเพลง  เพลงแรกสุดที่จำได้แม่นนั่นก็คือ “ยานอนหลับ”  เพลงนี้เป็นเพลงเร็วของ TABASCO ที่ผมชอบมาก
และหยิบมาฟังบ่อยๆเพราะมัน “มันส์” มากโดยเฉพาะท่อนฮุคที่ใช้ภาษาเขียนได้ล่องลอยสุดโต่งดี 

        ในขณะที่ซาวด์ดนตรีกลิ่นอายดิสโก้เพลงนี้จัดเต็มมาก   พรีฮุคก็สุดยอด เพลงนี้ผมชอบจริงๆ ถ้าพูดชื่อขึ้นมาปุ๊บ
เพลงนี้นำมาก่อนเลย  เช่นเดียวกับเพลงช้าของพวกเขาที่มีชื่อว่า Loop  เพลงนี้ตั้งแต่ฟังมา น่าจะเป็นเพลงที่ดราม่าที่สุดของ
TABASCO แล้วละมั้ง เพราะมันเศร้าและกรีดอารมณ์มากๆ ในขณะเดียวกัน ดนตรีก็ยังไม่ทิ้งลายเดิมๆที่มีเสียงซินธ์ที่ล่องลอย
และเมโลดี้+เนื้อร้องที่ค่อนข้าง “ดุต่ออารมณ์” มากๆ  คือกรีดสุดฤทธิ์เลยเพลงนี้  ใครอกหักต้องฟัง 

        ซึ่งทั้งสองเพลงนี้คือเพลงที่ทำให้เราได้เริ่มรู้จักกับ TABASCO กันมาบ้างแล้ว แต่เอาจริงๆก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขา
คือใครมาจากไหนอยู่ดี (ฮา) สรุปจนหาข้อมูลมาก็เจอว่าพวกเขาคือวงดนตรีElectro Rock ที่มีกลิ่นอายของดิสโก้
และเสียงซินธ์ที่เด่นมากๆและล่องลอย   

        TABASCO ประกอบด้วยสมาชิกห้าคน ประกอบด้วยคุณแชมป์-รัชกร อุดมธนาวัฒน์ (ร้องนำ) ,
มิกซ์-กรัณย์กรณ์ อุดมธนาวัฒน์ (คีย์บอร์ด) คือนักร้องกับคีย์บอร์ดเป็นพี่น้องกันนะครับและเป็นบุตรของตำนานมือเบสวงชาตรี
คุณ เหมา ประเทือง  สมาชิกอีกสามท่านคือ  ม่อน-รุจิภาส ชัยชาญชีพ (กีต้าร์) คนนี้ริฟกีต้าร์แสบ Ruledark มากๆ
ด้วยสไตล์ของ Punk และผสมความเป็นสมัยใหม่ ผมว่ามันมีกลิ่นของพวก Post-Rockติดมาหน่อยๆด้วยแหละ ,
บอม-ถิร กันจินะ (เบส) คนนี้สำคัญเลย  เดินเบสมันส์และหนึบเอามากๆ กลิ่นอายดิสโก้มาจากเขาเลย  และสุดท้าย
ชู-กฤตนัย ล้วนจำเริญ (กลอง) ผู้ซึ่งชอบบิ๊วในเพลงโดยเฉพาะท่อนส่งของTABASCOบ่อยๆจากที่ได้ฟัง


 

 
        ซึ่งเมื่อได้ฟังผลงานเก่าของTABASCO ในอัลบั้ม 1984 ดูก็จะพบว่าวงนี้เป็นวงดนตรีที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์
ที่ยังไม่ถูกค้นพบยังไงยังงั้นเลย เพราะแค่ในอัลบั้ม 1984  ผมว่าดนตรีของวงนี้ถือว่าเข้าขั้นดีมากแล้ว  
ไม่ใช่วงประเภทที่ทำเพลงออกมาลวกๆเพื่อเอากระแส หรือเอาเพลงขายกะดังเลย  แต่วงนี้คือนักดนตรีของแท้ที่
รายละเอียดดนตรีน่าสนใจมาก  ฝีมือการสร้างงานเพลงออกมาถือว่าเยี่ยมเลย  ส่วนเอกลักษณ์ของวงนั้นมีให้เห็นชัด
ตั้งแต่ชุด1984 นี้เลย คือมีความดิบและเข้มแข็งในความเป็นร็อคอยู่ในตัว  อย่างเช่นในแทร็ค “เชียงใหม่”  ในขณะที่
มีกลิ่นอายแสบๆเปรี้ยวๆในแบบดิสโก้ / ฟังค์ ก็หาฟังกับวงนี้ได้แบบเต็มข้อกับแทร็ค “1984” (เพลงนี้เจ๋งสุดๆ) / หรือ
Countdown เป็นต้น  ซึ่งเพลงอย่างเคาท์ดาวน์นี่จะถือว่าเป็นลายเซ็นหลักของวงยังได้เลย เพราะสิ่งต่างๆที่TABASCOเป็น
ไม่ว่าจะเป็นความดิบ แข็งแรงของความเป็นร็อค และความเฟี้ยวของลวดลายดนตรีสายดิสโก้ฟังค์ อิเล็คทรอนิกส์
ยังอยู่ครบถ้วนในอัลบั้มใหม่ที่เรากำลังจะฟังกันนี้  เพราะงั้นใครที่เป็นแฟนเพลงเก่า  ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่า
คุณจะชอบอัลบั้มใหม่นี้ไม่แพ้กับงานเก่า 1984 เลยล่ะ เพราะทุกอย่างมันยังอยู่ และถูกเพิ่มเติมสีสันใหม่ๆเข้ามาแล้วเรียบร้อย
 คือไม่ซ้ำซากกับของเดิม แต่ว่าไม่ทิ้งสิ่งดีๆที่คนฟังยังชอบอยู่ รับประกันเลย!

 


 
        ซึ่งตอนนี้ก็พอจะรู้จักทั้งตัวตน แบ็คกราวด์ และผลงานที่ผ่านมาของเขาแล้ว วันนี้พวกเขามีอัลบั้ม EP ใหม่ขึ้นมา มีชื่อว่า
TABASCO  “X”  ภายใต้ชายคาของค่าย “สนามหลวง” นั่นเองซึ่งผมค่อนข้างเชื่อมือว่างานจากค่ายนี้มันไม่น่าเบื่อ
แบบว่าป็อปจ๋าเดิมๆแน่นอนอันนี้มั่นใจ   ซึ่งคอนเซปต์ของ X ในEPนี้นั้น  
อย่างแรกคือการที่วงTABASCO เริ่มมีปฏิสนธิ .. เฮ้ย!! ปฏิสัมพันธ์ .. เฮ้ย! .. ถูกแล้ว!!!!!    

        กล่าวคือจะมีการร่วมมือกับศิลปินอื่นๆต่างค่าย จากหลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ที่เรียกได้ว่า มีมา Feat. ด้วยหลายเพลงเลยแหละ  
และอีกอย่างหนึ่งอย่างที่เรารู้ๆกัน  X มันคือสัญลักษณ์ของความ ลึกลับ  ผสมกับความ “SEXY” เย้ายวน   ซึ่งถ้าจะให้รีวิวนี้  
สรุปความรู้สึกหลังจากได้ฟังมาทั้งชุดแล้ว และรีวิวด้วยคำจำกัดความสั้นๆคำเดียว   ผมอยากบอกว่า เพลงของ TABASCO
นั้นมี “เสน่ห์แบบ Sexy”  และมันเย้ายวนมากๆอยู่ในบทเพลงต่างๆ  คือไม่เพียงแค่ว่า ความหมายของเนื้อเพลงหรืออะไร
 แต่ผมมองมวลรวมถึง “ดนตรี” ด้วย  อยากบอกว่าดนตรีชุดนี้มันแจ่มมาก  วินาทีแรกที่ได้ฟังทุกเพลงนั้น   สิ่งที่สะกิดก่อนใครเพื่อนคือ
“ภาคดนตรี”  ของวงนี้แหละที่น่าสนใจจริงๆ

        ดังที่หัวบทความกล่าวไว้นั่นละครับว่า มันเผ็ดร้อน และเย้ายวน จริงๆ

         EP นี้ประกอบด้วยเพลงใหม่หลักๆทั้งหมด 5 เพลง และมีเพลงเก่าเวอร์ชั่นLiveเจ๋งๆ1เพลง  เพลง Remix อีกสองเพลงเด็ด
รวมแล้ว 8 เพลงเต็มๆใน EP นี้ และรู้สึกได้ว่าเต็มอิ่ม  แต่ละเพลงมันมีสีสันที่ต่างกันชัดเจนมาก  ในขณะที่เพลง Remix อีกสองเพลง
อยากบอกว่า ซาวด์อลังฟังมันมาก  ผมจะรีวิวภาพรวมของอัลบั้มนี้ก่อน  ในส่วนของดนตรีอัลบั้มนี้  พวกเขา TABASCO เป็นวงที่ดีที่ค้นพบ
“ตัวเอง” เจอได้ไวมากๆ  คือพวกเขาได้เส้นทางที่ใช่ของวง และตั้งใจอย่างชัดเจน  ซาวด์ดนตรีแบบนี้ถือว่ามีน้อยมากในบ้านเรา
 ถ้าพูดถึง TABASCO ปุ๊บ  ผมจะนึกถึงซาวด์ดนตรี “เต้นรำ”  ก่อนเลย  วงนี้กลิ่นอายดิสโก้หนาแน่นมาก  ผสมกับความเป็นร็อคที่
แอบหนักแน่นมาด้วยสไตล์ Electronic Rock และ Punk แสบสันต์ๆ   

 
         ในส่วนของการแต่งบรรยากาศของเพลง โดยเฉพาะเพลงช้าๆ สายSynthpop แบบล่องลอยก็มา  คือภาคดนตรีชัดเจนจริงๆ
ว่าดิสโก้ร็อคนำมาก่อนเลย และพวกเขาทำให้เพลงรู้สึกฟังแล้วอยากขยับตามแทบทุกเพลง  มีกลิ่นอายเรทโทรหน่อยๆด้วย  
อันนี้ยอดมาก  เรื่องดนตรีให้คะแนนเต็มจริงๆ  ลูกเล่นเยอะ มีผ่อนหนักเบา



 
        อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากๆของ EP นี้นอกจากดนตรีแล้วก็เป็นเรื่องของการ “ถ่ายทอดเนื้อหาเพลง”  ที่ต้องบอกว่า
มีเนื้อหาที่ค่อนข้างหลากหลายมากๆสำหรับผม และทำได้ดีทุกๆอัน  กล่าวคือ มันมีการนำเสนอที่  “คม”  มากในคอนเซปต์แต่ละเพลง
และไอ้ที่ชอบที่สุดคือ  มันไม่ใช่เพลงรักตลาดจ๋าน่าเบื่ออย่างเดียวนี่สิ  มันเด็ดตรงนี้  เพราะพวกเขานำเสนอบางสิ่งบางอย่าง
ที่มันสะท้อนภาวะสังคม และภาวะจิตใจของคนออกมาด้วยในบทเพลงที่  หากฟังดีๆแล้วนี่คือ “สาระ”  แบบโคตรพ่อโคตรแม่เน้น
ในเพลงเลย ที่คนฟังจะได้รับไป “ฉุกคิด”  และอาจจะแอบสะอึกโดยไม่รู้ตัว  (ที่แน่ๆคนเขียนสะอึกแล้วคนนึง)  

        และการใช้ภาษา (ในภาคLyric) ผมว่าเพลงที่จะสื่อสารบรรยากาศแบบสวยๆ  เพราะๆได้อารมณ์  ก็มีอยู่ในอัลบั้มนี้เช่นกัน  
ซึ่งอันนี้มันน่ายกย่องมาก  เพราะเอาจริงๆ มีสองแทร็คหลักที่ ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะออกมาจากวงดนตรีวงเดียวกัน เพราะมัน Contrast
กันโคตรๆ  แต่มันก็ออกมาแล้ว  ซึ่งในฐานะคนแต่งเพลงเหมือนกัน ขอยกย่องเลยว่า

        ภาคเนื้อเพลงและคอนเซปต์ของเพลงอัลบั้มนี้มันร้ายกาจจริงๆ  ซูฮกๆ 

        อันนี้ชมจากใจเลย เรานับถือคนที่เขียนเพลงได้ดีจริงๆ  ซึ่งในสมัยนี้ มีเนื้อเพลงประเภทมักง่ายๆออกมาเยอะ  
แต่สำหรับ TABASCO ชุดนี้ในด้านเนื้อเพลง  ไม่มีจุดไหนที่ฟังแล้วขัดหูเลยแม้แต่จุดเดียว  เขียนได้ดี สละสลวย และคอนเซปต์คม ตรง
และชัดเจนมากในแต่ละเพลงแยกเป็นเอกเทศไป  แต่รวมแล้วทุกๆเพลง คุมโทนของอัลบั้มได้อยู่หมัด  เป็นเนื้อเดียวกันหมดทั้งชุด 8 เพลง  

        ซึ่ง “นี่เรื่องใหญ่เลยนะ”  สำหรับงานในยุคปัจจุบัน  ผมซีเรียสมาก คือศิลปินยุคนี้มักต้องทำงานแบบ ปล่อยเป็นซิงเกิลๆ แล้วเอามารวม
กันเป็นอัลบั้มทีเดียว  ซึ่งความเป็นอัลบั้มมันจะน้อยมากเพราะเพลงแต่ละเพลงไม่มีธีมเดียวกัน  แต่ชุดนี้ EP X ทุกเพลงรวมเป็นเนื้อเดียวกันหมด
ไม่มีเพลงไหนโดดออกไปเลยสักเพลง
 
        ทีนี้มาลองรีวิวกันเลยทีละเพลง  เริ่มตั้งแต่ ดื้อยา (Overdose) เพลงนี้เป็นเพลงเปิดหัวของ EP ชุดนี้ ก็เริ่มด้วยเพลงที่มีจังหวะเร้าใจ
กระแทกกระทั้นกว่าเพลงอื่นๆหน่อยเพื่อบิ๊วการฟังเพลง  เพลงนี้เป็นเพลงจิกกัดตัวเองแบบ แสบๆมันๆ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ดนตรี ที่ลอยมาเตะก้านคอผม
ก่อนดอกแรก แรงๆเลย เพราะดนตรีเด่นมาก และความเป็นดิสโก้จัดมากจริงๆเพลงนี้ เมื่อรวมกับความเป็นร็อคและริฟกีต้าร์ที่เคยเกริ่นไว้แล้วว่า
“แสบdark”  (หมายถึง ทั้งแสบทั้งDark) เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมันส์และกระตุ้นอารมณ์ได้ดี   ดนตรีเพลงนี้สุดยอดจริงอันนี้ยอมรับเลย
ว่าตั้งแต่ฟังครั้งแรก  พอมาเจาะรายละเอียดแล้ว ก่อนเข้าฮุคสุดท้ายยังมีเสียงซินธ์ฯลอยๆฟุ้งๆให้ได้ฟังเป็นการผ่อนเบา
ก่อนจัดหนักฮุคสุดท้ายอีก  ชอบมาก 

 
     

          เนื้อหาโดยรวมถ้าฟังจริงๆแล้วนี่มันเป็นเพลงของพวกขี้อกหักชัดๆ  ประมาณว่า โดนบ่อย หักบ่อย จนดื้อยาไปแล้ว  อยากโดนอีกหนักๆ
จะได้ “เข็ด”  ซะที  (ซึ่งไอ้พวกในเพลงนี้ ส่วนมากมักไม่ค่อยเข็ดหรอก!)  ฟังแล้วมีความมาโซคิสม์เล็กน้อย (ฮา)   แต่หากดูจุดประสงค์คนในเพลงแล้ว
 มันคือเพลงขอความรักชัดๆ! เพราะอยากโดนเธอทำร้าย = อยากให้เธอมาลองรักกันดูสักครั้ง    ขออีกสักแผลนั่นเอง

        เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายดิสโก้ที่ส่วนตัวผู้เขียนชอบสุดๆ  และเนื้อหา .. ซับซ้อนซ่อนเด้ยมาก!

        เพลงถัดมา  ถือเป็นเพลงช้าประจำอัลบั้มก็ว่าได้  เพลง “ปิดไฟ” (Turn On) เพลงนี้คือที่สุดของที่สุดแห่งความ Sexy ประจำอัลบั้มจริงๆ
 ไล่ตั้งแต่ซาวด์ดนตรีที่Synthเป็นพระเอกเลยในเพลงนี้  ผมแนะนำให้ปิดไฟในห้องฟังจะยิ่งได้อารมณ์มากๆ เพราะดนตรีบิ๊วได้ดีโคตรๆ
 รวมถึงเมโลดี้ที่ค่อนข้างไหลลื่นและฟังแล้วมันมี Sex Appeal ซ่อนอยู่ในตัวเมโลดี้เยอะมาก  คือมันจะเนิบๆ และหวานๆ  ไม่กระโชกโฮกฮาก  
เรียกว่าถ้าเป็น Sex มันคือ Sex ที่สุภาพและอ่อนหวานมากจริงๆ

        ภาคเนื้อหาคอนเซปต์เพลง  และ Lyric นั้น เพลงนี้เด่นสุดๆ  ดนตรีว่าดีมากแล้ว แต่เพลงนี้ภาคเนื้อหามันสุโค่ยสุด  
นานๆจะหาเพลงแบบนี้ได้สักทีในตลาดเพลง  อันนี้ชมจากใจจริง  คือเนื้อหาเพลงมันประมาณว่ามันเป็นความรักและความโรแมนติคของคนสองคน
ที่อยู่ด้วยกันแบบชัดเจน   การปิดไฟเพื่อทำลายความสว่างทางตา  แต่มันจะเป็นการจุดไฟในหัวใจของสองคนให้มันเชื่อมเข้าด้วยกัน
และ “คุกรุ่นอย่างรุนแรง”  ประมาณนั้นเลย ..  ทำไมผมบอกว่าเพลงนี้หายาก  เพราะว่า  มันคือศิลปะของการเขียน และการถ่ายทอดแบบหนึ่งที่
คุณสามารถนำเรื่องโรแมนติคแบบผู้ใหญ่ๆ มาถ่ายทอดให้เป็นภาษาเพลงได้อย่างซอฟท์ ละมุน สวยงามและโรแมนติค  โดยที่ไม่ดู “น่าเกลียด”  
หรือทะลึ่งหื่นกามเกินงาม  แต่นี่มันคือศิลปะการเขียนจริงๆที่ทำออกมาได้สวย และสุภาพมากๆ    และไฮไลต์สุดยอดของเพลงนี้คือการที่ได้น้องหมิว
คนงาม จากคณะ BOOM BOOM CASH มาร่วมร้องไลน์ผู้หญิงในเพลงนี้นั่นเอง…  
เอ้า เพลงมา!  ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากกกก หัวจายยยย   (คลิปLiveยังติดตา แฮ่กๆๆ)  

        เรียกว่า  พอได้น้องหมิวมา จากคะแนนเต็มสิบ  เอาไปเลย ล้านคะแนน (ฮา)  ล้อเล่นนะครับ  คือน้องหมิวมาร้องในเพลงนี้
 มันทำให้ผมรู้สึกเขินเลยนะ  เหมือนการได้ฟังเพลงนี้  แล้วคนที่ร้องอยู่มันคือแฟนเรา และแฟนเราคือหน้าน้องหมิว  และเพลงนี้มันอบอุ่น  หวาน
และโรแมนซ์มากๆ ..  เพลงนี้ถ้าจินตนาการดีๆ  มันจะเป็นบรรยากาศเพลงที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ  

        Sexy แบบมีคลาส ไม่ถ่อย  แถมโรแมนติค  .. เพลงนี้เด็ดมาก    
 
       


 
        เพลงที่สาม ยื้ม (I want it!) คือทีเด็ดภูธร และไฮไลต์ของอัลบั้มนี้เลยจริงๆ  ผมพูดจากความรู้สึกจริง เพลงนี้สามารถส่งชื่อเข้าชิงรางวัล
เพลงยอดเยี่ยมในสาขาพวก เพลงเพื่อสังคม เพลงสะท้อนปัจจุบัน ได้เลยนะอันนี้พูดจริงๆไม่อวย  ผมชอบมาก  ถ้าถามว่า ชอบเพลงไหนที่สุดในอัลบั้มนี้
 ถ้าต้องเลือกจริงๆ  เพลงนี้แหละเด็ดสุดๆ

        เพลงที่เกริ่นเอาไว้ว่า ฟังแล้วต้องสะอึก และต้องฉุกคิดอะไรหลายๆอย่างๆ และมันจะเป็นกระจกสะท้อนที่มีประโยชน์กับคนฟัง คือเพลงนี้นั่นละครับ
 เพลงกล่าวคือจริงๆแล้วเป็นเพลงใหม่  ที่นำเอาทำนองเพลงเก่าอันเป็นOriginalของวง อย่างเพลง Robot DJs  มาทำใหม่ในภาคภาษาไทย  
ปรับเมโลดี้ให้เหมาะสม เขียนเนื้อและ Arrange ใหม่  ตัวทำนองมันจึงมีความแสบและเปรี้ยวในแบบของ TABASCO แบบเต็มตัวจริงๆ  
 ดนตรีเพลงนี้มีความเป็นร็อคที่หนาแน่นและสูงมากกว่าเพลงอื่นๆในอัลบั้ม  เด่นสุดๆคงต้องยกนิ้วให้เบสที่สุดติ่งกระดิ่งแมว  และกลิ่นอายดนตรีสายเครื่องจักร
ที่นำลงมาเป็นรสชาติในเพลงนี้มันสะท้อนพวกสังคมวัตถุนิยมได้ดีมากๆ   ซึ่งนั่นละคือพอยท์หลักของเพลงนี้เลย นั่นก็คือ “เนื้อหา” ของเพลงนี้

        เพลงนี้สะท้อนเอาเรื่องของการ “ยื้ม” ในทุกๆรูปแบบที่ทำให้คนฟังต้องคิดในทุกๆดอก  เรียกว่า ทุกประโยคในเพลง
อัดเข้าจุดตายของคนในสังคมเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยืมแบบตรงๆ เช่น  ยืมตังค์ แล้วไม่คืนกัน / เรื่องของการ “ลอก” ผลงาน  ขโมยความคิด
(แล้วดันทะลึ่งอ้างว่า ก็แค่ขอ ยืมมา) เพลงนี้สะท้อนค่านิยมคนในสังคมได้ชัดเจน ตรงมาก แบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน  ซึ่งทั้งหมดมันคือ
“กิเลส”  ของคนในโลกวัตถุนิยมล้วนๆ ที่อยากมีอยากได้   จนในที่สุด พอไม่มีความสามารถจะมีเพราะตัวเองรายได้น้อย  ก็หาทางยืม ในรูปแบบต่างๆ
ทั้งตรงและอ้อม  จนในที่สุดก่อให้เกิดหนี้สิน  และรวมถึงการทำลายคุณค่าตัวเองด้วยการไปขโมยความคิด และลอกผลงานมานั่นเอง   เพลงนี้เรียกว่า
 เพลงเดียวซัดเต็มข้อล่อเต็มกางเกงแบบไม่ยั้งโคตรๆ

        การที่ได้Featuring บุคคลที่เหมาะที่สุดสำหรับการพูดเรื่องพวกนี้และน่าเชื่อถือ นั่นก็คือ พี่ตุลย์ อพาร์ทเมนท์คุณป้า  มาพูดในท่อน
 “รสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ  อยากมีกับเขาบ้าง”  ท่อนเดียวก็Impactมากแล้ว  ยังมีไลน์พูดซ้อนเป็นแบ็คกราวน์เรื่องหนี้สาธารณะอีก
(โดยที่ไม่ได้ทำให้เพลงรกหรือเยอะเกินไปแต่อย่างใด)  

        การได้เสียงพี่ตุลย์มาพูดนี่  แม่งโคตรเจ็บเลย  จริงๆนะ!

        เพราะงั้น  ทุกอย่างที่กล่าวมา เพลงนี้ผมต้องบอกว่ามัน Perfect สุดจริงๆ ทั้งดนตรีที่หนักแน่น  แสบ และจัดเต็มทุกไลน์ / เนื้อหาที่คมกริบ
และเข้าเป้าแบบเอาตาย และ “เกิดประโยชน์”  ในแง่ความคิดของผู้ฟังได้อีกด้วย    และการได้พี่ตุลย์มาFeat ทำให้เพลงมันเจ็บกว่าเดิมอีก
 เพลงนี้ไร้คำบรรยายจะมอบให้ได้นอกจากบอกเลยว่า  นี่คือมาสเตอร์พีซเพลงหนึ่งเลยล่ะ 

        เพลงที่4 ตะกอน (Comrades) เพลงนี้ถ้าให้เปรียบเทียบ น่าจะเป็นปั๊มที่อยู่ระหว่างเส้นทางคดเคี้ยวไปแม่ฮ่องสอนละมั้ง (ฮา)  เป็นเพลงเดียว
ที่เนื้อหาฟังเบาๆ สบายๆสุด รวมถึงดนตรีด้วย ที่ถือว่าเป็นเพลงที่เป็นจุดพักหูได้เป็นอย่างดี  ฟังได้เพลินๆ  เนื้อหาพูดถึงเรื่องราววันเก่าๆ
ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของเพื่อน ที่สุดท้าย เรื่องราวต่างๆในชีวิต มันจะเป็นเพียงแค่ละออง ตะกอนความรู้สึก เล็กๆเท่านั้นที่เมื่อได้กลับมาที่เก่าที่มีเพื่อน
ทุกอย่างก็จะมลายไปนั่นเองเพลงนี้ฟังได้สบายๆ ไม่หนักมาก แต่วงก็ยังไม่ได้ทิ้งภาคดนตรีที่ค่อนข้างแน่น และยังมีเสียงลอยๆเป็นเอกลักษณ์ให้ได้ฟัง  
ในขณะที่ริฟกีต้าร์ไม่หนักไม่หนามากมาแบบเบาๆ แต่ฟังเพลินๆ

        เพลงใหม่เพลงสุดท้าย “ตากฝน” (Safe Zone)  นี่คืออีกเพลงที่ชอบมากตั้งแต่ฟังครั้งแรกเลย ด้วยดนตรีที่ฟังแล้วคึกคักมาก คือเป็นเพลงเต้นรำที่มี
เมโลดี้โทนสว่าง และให้พลังงานได้เป็นอย่างดี   ซึ่งน่าแปลกที่มันตรงกับเนื้อหาเพลงนี้ที่พยายามจะสร้างความกล้า ความตั้งใจให้กับคนฟัง  
ในการที่จะลอง“ทำอะไรสักอย่าง”  ที่ออกจาก Safe Zone ตามชื่อของมัน  ลองปล่อยวาง ลองทิ้งทุกอย่างแล้วทำอะไรดู  เลิกทนกับสิ่งเดิมๆ
ที่สร้างความไม่สบายใจให้เราแต่ลองก้าวออกมา  เปิดใจดู   ปล่อยทุกอย่างไม่ต้องแคร์  whatever fuck อะไรทั้งนั้น   ลองดูมันอาจจะเป็นทางใหม่
และเป็นความสุขให้กับใจเราได้ไม่ต้องอดทนต่ออะไรบางอย่าง  หรืออย่างน้อยที่สุดก็แค่เพื่อ “ระบาย”  ความอัดอั้นนั้นเพียงแค่ชั่วคราว
ให้เราสบายใจขึ้นก็ยังดี

        เพลงนี้อย่างที่บอกแล้วฟังแล้วมันฮึกเหิม ตื่นเต้น  เกิดพลังที่จะลุกออกไปบ้า ออกไปทำอะไรสักอย่างที่ไม่เคยทำแล้วน่าจะสบายใจดู ดนตรีมีพลัง
เมโลดี้สนุก และเนื้อหาดีมากรวมถึงเนื้อร้อง  และความสนุกมันมากกว่าเดิมเมื่อมีเสียงผู้หญิงสดใสๆที่ฟังแล้วเชื่อว่า   เออเธอจะชวนเราออกไปตากฝน
ปล่อยแม่งทุกอย่างแบบสนุกสนานจริงๆ  ด้วยเสียงของการ Featuring โดย ปั้น Jelly Rocket วงดนตรีขวัญใจสาวกอินดี้นั่นเอง   เพลงนี้ดนตรีมาเต็ม
 และเรียกว่าเป็นการปิดเพลงใหม่ห้าเพลงที่ดีเลย


 

 
 
        ในส่วนของ 3 เพลงที่เหลือ เป็น Liveเพลงเก่า1 /Remix งานชุดนี้2เพลง  ต้องบอกว่า เจ๋งทุกเพลง  ไล่ตั้งแต่เพลงแรกสุด นั่นก็คือ
“ดื้อยา” BOTCASH Remix  อยากบอกว่า  เพลงนี้ผมโคตรปลื้มมมมมมมมม  และใครคิดว่า เพลง Remix ไม่ต้องฟังหรอก  คุณคิดโคตรผิดครับ
เพลงนี้ซาวด์มาเต็ม จัดหนักสไตล์Electronic Dance Music (EDM) ในแบบสมัยนิยมที่ชาวโลกชื่นชอบ  ซาวด์ดนตรีแน่นๆ เจ๋งๆแบบนี้
ผมบอกเลยว่าฝีมือไทยไม่แพ้ใครเหมือนกัน   เพลงนี้ซาวด์สุดยอดมาก

        ปิดไฟ MACHINA Remix  เป็นปิดไฟที่ ล่องลอยกว่าเดิม  วาบหวามกว่าเดิม  และ ตื้ดกว่าเดิมมาก  ให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ  
น่าจะเป็นการที่เราอยู่บนเตียง  และปิดไฟ กำลังจะเล่นหนังสดกับแฟนสาวสุดน่ารักของเรา  อยู่ภายในยานอวกาศที่กำลังมุ่งไปค้นหาดาวเคราะห์X
ในระบบสุริยะอื่นอันแสนไกล  ประมาณนั้น  คือ Sexy ล่องลอย และ ยานอวกาศ (ฮา)  ให้อารมณ์แบบนี้จริงๆ  ฟังซาวด์Electronic พวกสายเฮาส์  
ฟังค์  นึกถึง Daft Punkประมาณนั้นเลย

        เพลงสุดท้ายเป็นLive นั่นคือเพลงเก่าของวง  Robot DJs (Live 2009) เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกเลยว่า TABASCO มีตัวตนเป็นยังไง
 และผมชอบเวอร์ชั่นนี้ไม่แพ้ ยื้ม  ภาคภาษาไทยนั่นเลยนะ   ที่สำคัญ  ด้านการร้องและดนตรี  เมโลดี้  มันแสบตูดยิ่งกว่า ยื้ม อีก  เรียกว่าสุดโต่ง
และจัดหนักจัดเต็มมาก  ฟังแล้วโคตรมันส์  มันส์สุดๆเลยเพลงนี้  และได้อารมณ์แบบ Liveด้วยที่มันจะไม่Perfect แต่มันสด และดิบมาก  
เป็นแทร็คที่เสริมเข้ามาทำให้เราเห็นตัวตนแท้ของ TABASCO ได้ดีมากๆ

        สำหรับโดยรวมแล้วอัลบั้มนี้ TABASCO EP “X”   คืองานที่ต้องบอกว่า  วงนี้เดินทางมาได้ถูกเส้นมากเพราะแนวๆนี้ยังไม่มีใครทำ
หรือทำได้โดดเด่นเลย  แต่วงนี้มีตัวตนที่ชัดเจนมาก และสไตล์ที่ผสมผสานกับดนตรีหลายๆอย่างด้วยความทันสมัย มีทั้งความเป็นดิสโก้จัดๆ
 รวมกับซินธ์ป็อป อิเลคโตรร็อค  พังค์  และเนื้อหาการเขียนเพลงที่มีเสน่ห์ยั่วยวน  มันทำให้คนที่จะมาฟัง EP ชุดนี้ สามารถรู้ได้ชัดเลยว่า
ตัวตนของ TABASCO เป็นเช่นไร    งานเพลงในอัลบั้มล้วนแล้วแต่อัดแน่นด้วยแง่คิดคมๆในทุกๆเพลง ในขณะที่เนื้อเพลงทำได้ตามมาตรฐานที่ควรจะมี
และยังแปลกแหวกแนวแบบมีศิลปะในการเขียนด้วย  เป็นวงที่ต่อจากนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง  และถ้ามีเพลงไหนฮิตโดนคนฟังขึ้นมาเพลงหนึ่งเมื่อไหร่
 ในอนาคตข้างหน้าต่อจากนี้  TABASCO จะไปได้อีกไกลเลยล่ะ เพราะว่าด้วยสไตล์ที่แปลกและแตกต่างจากวงอื่นๆในตลาดเพลงอย่างชัดเจนมากๆ
ถ้าพวกเขาเจอเพลงที่คลิกเมื่อไหร่ ไปได้อีกยาวแน่นอน  สำหรับงานชุดนี้ EP X ตอนแรกผมก็คิดว่า ทำไมให้เพลงมาน้อยจัง(ฟะ)
แถมมี Remixมาสองเพลง แต่ที่ไหนได้  มันอัดแน่นทุกเพลงแบบนี้  ผมว่าอิ่มและคุ้มดีแล้ว

        ฟังแล้วชอบตั้งแต่ครัง้แรกที่ได้ยิน และทำให้เราอิ่มกับดนตรี   นี่น่าจะเป็นการทำหน้าที่ของตัวเพลงของ TABASCO ได้ดีมากที่สุดแล้วละครับ
 เป็นกำลังใจให้ต่อไปอีกยาวๆเลยวงนี้ 
 
Close [×]