[Review] Wonder Woman หนังฮีโร่หญิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และการส่งไม้ต่อสู่ทีม Justice League (Spoiled)

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

[Review] Wonder Woman หนังฮีโร่หญิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์
และการส่งไม้ต่อสู่ทีม Justice League (Spoiled) 

 

 
        หัวบทความคงจะไม่เป็นการกล่าวเกินความจริงแต่อย่างใดถ้าจะพูดว่า Wonder Woman ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้
เป็นหนังฮีโร่หญิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยทีเดียว ปัจจัยหนึ่งอาจจะเพราะว่า ในท้องตลาด
มันมีหนังฮีโร่หญิงไม่เยอะมาก  เท่าที่ผ่านๆมาไม่ว่าจะเป็น Elektra หรือ Catwoman ของ Halle Berry ก็ตาม
ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มที่จะพัง มากกว่าจะปัง และถ้าเป็นสายตาคนนอก ฮีโร่ผู้หญิงนี่หากถามขึ้นมา ก็นับชื่อได้เลย
และยิ่งยุคสมัยนี้แล้ว  ชื่อของ Wonder Woman ยิ่งโผล่ออกมาน้อยไปใหญ่
เพราะเธอไม่เคยได้มีโอกาสปรากฏขึ้นมาบนโลกภาพยนตร์เลย

 
       แต่ยุคมืดของฮีโร่หญิงกำลังจะจบลง และเธอคนนี้แหละคือผู้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้วงการภาพยนตร์จริงๆ
สำหรับ Wonder Woman ที่มาจุดกระแสฮีโร่ฝ่ายหญิงที่กล้าแกร่งและเท่สุดๆ  ซึ่งหลังจากนี้ผมเชื่อว่ามันจะมีอะไรดีๆ
ให้เราดูนอกจาก WW อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหนฝั่งไหน อย่างหนังเดี่ยวของ Harley Quinn
ที่น่าจะทำออกมา หรือไม่ก็ Captain Marvel   

 
 
       หลังจากเริ่มมีการทำหนังชุดเป็นจักรวาลยาวๆของฝั่ง DC ขึ้นมานาน  หลายๆเรื่องก็มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์
ชนิดที่เรียกว่าสับเละทั้งนั้น  แต่กลับสวนทางกับรายได้ที่ถล่มทลายทุกเรื่อง  คำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ทั้งหลายบอกว่ามันแย่  
แต่สำหรับคนดูหนังแล้ว  ถ้าแค่มันทำให้เรารู้สึกสนุก ก็อาจจะเพียงพอและตอบโจทย์ได้อย่างเต็มที่แล้ว  
หนังของ DC ประสบกับปัญหาคำวิจารณ์มาตลอด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วข้อที่ถูกสับมาก็มักจะเป็นแบบนั้นจริงๆด้วย
โดยเฉพาะเรื่องของจุดอ่อนทางด้านพล็อตบทหนังบางอย่าง ที่โคตรสำคัญสุดๆของการดูหนังเลย  
Man of Steel ยังมีคำชมบ้างในฐานะหนังเดี่ยวเปิดจักรวาล แต่เรื่องหลังอย่าง BVS (ค้างคาวปะทะพี่ซุป)  
เรื่องนี้โดนหนักสุดจนเข้าขั้นผิดหวังสำหรับคนอื่นๆ (สำหรับผมเอาความมันส์ความสนุกผมให้10/10 นะ ฟินมาก  
ดีใจที่นั่งดูหนังเรื่องนี้แล้วฟิน ใครไม่ฟินก็ช่างดิ  แค่ได้เห็นพี่แบทอัดกับซุปก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว  แต่จุดอ่อนก็มีดังที่เขาว่าจริงๆนะ)

 
        เรื่องถัดมาอย่าง Suicide Squad ที่คนตั้งตารอชมกัน กระแสไม่แย่เท่า BVS แต่ก็ยังมีอยู่บ้างประปราย ..
มันจะไม่มีปัญหาเลยหากแต่ว่า รายได้ของ SS นี่ก็ทะลุเป้า ทำเงินหนักๆให้กับ WB เช่นกัน และยังแจ้งเกิดตัวละครเด่นสุดๆ
อย่างคุณหมอควินเซล Harley Quinn และ Joker Leto อีกด้วย สรุปแล้วคือ หนังเรื่องหลังๆของ DC นี่ถูกสับเละจริงๆ
ทั้งPlot Holeและเรื่องของการตัดต่อ และจุดที่ชอบทำDLC กั๊กของไว้ไม่ปล่อยหมด ตัดหนังซะเยอะแล้วเอาดเอาตัวเต็มๆ
ไปขายใน Extended Cut ให้คนต้องไปซื้อมาดูเพิ่ม

 
ทำแบบนี้มันน่าตบกะโหลกไหมล่ะ!
 
 
        แต่คำก่นด่าทั้งหมดเหล่านั้นที่มีต่อหนังของ DC และ WB กำลังจะหมดไป เมื่อได้ “สาวน้อยมหัศจรรย์”
Wonder Woman เรื่องนี้แหละที่กำลังจะมาเป็น “เดอะแบก”  แบกทีม DC และเหล่าผู้ชายอกสามศอกทั้งหลาย
ให้ได้อายกันทั้งค่าย และตอนนี้มันก็เป็นไปแล้ว เมื่อคำชื่นชมหนัง Wonder Woman มาทุกสารทิศ
และเธอก็ได้แบก DC เอาไว้บ่าอันหนักอึ้งแล้วเรียบร้อยโรงเรียนหญิงกันเลย

 
        Wonder Woman เรื่องนี้นั้นได้รับความสนใจตั้งแต่ BVS ในฐานะที่เป็นหนึ่งในซีนที่ดีที่สุดในหนังเลย
เมื่อการปรากฏตัวของเธอต้องบอกว่า ขโมยซีน และน่าทึ่งสุดๆเมื่อโผล่มาก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง
บู๊ล้างผลาญไม่เกรงใจผู้ชายที่กำลังหนีไปหลบหลังก้อนหินกันเลยทีเดียว (ฮา) ดังนั้น เมื่อมีข่าวหนังเดี่ยวของเธอ
และตัวอย่างหนังที่ออกมา มันบ่งบอกได้ระดับหนึ่งแล้วว่า หนังเรื่องนี้น่าจะมา และขนาดโผล่มานิดเดียวใน BVS ยังขนาดนั้น  
ผมนี่ตั้งตารอที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้มาตลอด  และเมื่อได้ดูมาแล้วนั้น คงพูดได้คำเดียวว่า

 
“ดีกว่าความคาดหวังไว้หลายเท่าจนเข้าขั้นสมบูรณ์แบบเลย”
 
 
        จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ อย่างแรกก่อนเลยคือการแนะนำตัวของ Wonder Woman สู่โลกภาพยนตร์นั้น
ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เมื่อหนังเล่าเรื่องได้อย่างกระชับ ไม่เวิ่นเว้อยืดยาดเหมือนหนัง DC อื่นๆที่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่เยอะ
แต่เรื่องนี้ทั้งเรื่อง ตัดต่อ ลำดับเนื้อหาได้อย่างดีมากๆและกระชับ ไม่มีตรงไหนยืดเลย   ส่วนตัวตนของ Wonder Woman นั้น
ทำออกมาแล้วตอบโจทย์และโชว์ศักยภาพของการเป็นหนัง “ฮีโร่หญิง”  ออกมาแบบเต็มข้อ โดยเฉพาะความเป็นผู้หญิง
เรื่อง Feminine นั้นโผล่ออกมาทุกด้านเท่าที่ผู้หญิงบนโลกนี้ควรจะมีเลย  ไล่ตั้งแต่ผู้กำกับก็ผู้หญิงแล้ว และโคตรเก่ง
คือกล่าวคือจริงๆแล้ว Wonder Womanตั้งแต่สมัยเป็นComicในอดีตนั้นก็เป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของ Feminist อยู่แล้ว  
และถึงแม้ว่าเราพอจะคาดเดาได้ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะทำออกมาได้ดีขนาดนี้  และไม่ล้น ไม่เฝือจนเกินไปเรื่องนี้

 
        คือผมไม่ได้รู้สึกว่าเราถูกยัดเยียดเรื่อง Feminist เลยแม้แต่นิดเดียวในเรื่องนี้ แต่มันสอดแทรกอยู่ในหนังอย่างเต็มที่  
ตัว Wonder Woman คือผู้หญิงที่ โคตรจะผู้หญิง  เธอมีทั้งลูกแบ๊ว ลูกบ้า ความเป็นผู้หญิง  ความเป็นแม่
ความเป็นหมีหมีของเหล่าชายควายเผือก ความแข็งแกร่งชนิดที่เรียกว่าผู้ชายยังต้องอาย  ความสวยสง่า  
คือเอาง่ายๆมีครบทุกด้านที่จะส่งให้บทบาทของผู้หญิง และความสำคัญและเชิดชูสตรีเพศนั้น มีครบถ้วนจริงๆ
และทำออกมาได้อย่างพอดิบพอดีมากๆ

 
 
        ผู้เขียนเองก็เป็นคนนึงที่บ้าการ์ตูนพอสมควร และตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีฮีโร่หญิงตัวไหนที่ถูกใจหรือชื่นชอบเลย
แม้แต่ตัวเดียว เนื่องด้วยเหตุผลง่ายๆว่า มันไม่เท่เอาซะเลย  และตัว Wonder Woman เองนี่ก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ
และเอาจริงๆผมก็ไม่ถูกใจรูปลักษณ์ของตัวละครด้วย รวมถึงคอสตูมชุดมันที่ดูจะโบราณ และสุดโต่งไปหน่อยชนิดที่เรียกว่า  
ถ้าเป็นหนัง  มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะใส่ชุดแบบนั้น หรือใครจะเอามาทำเป็นหนัง

 
 
        แต่ Wonder Woman คนนี้ ที่แสดงโดย Gal Gadot นักแสดงหญิงที่จริงๆแล้วขโมยซีนตั้งแต่ Fast and Furious
แบบเงียบๆแล้วนั้น   WW คือฮีโร่หญิงคนแรกในชีวิตจริงๆที่ทำให้เราชอบ และทึ่งได้ขนาดนี้  
และเวลาเห็นผู้หญิงบู๊แบบเต็มสตรีมแล้ว แม่งเท่จริงๆ  คือมันทำลายกรอบความคิดเรื่องความอ่อนแอของสตรีเพศ
ไปหมดเลยในโลกของหนังและฮีโร่นะ  ไม่เคยคิดว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนเท่ได้แบบนี้อีก
แม้จะดูหนังมาหลายๆเรื่องที่มีตัวเอกหญิงก็ตาม แต่คนนี้คือคนแรกจริงๆ

 
และเธอคือคนแรกที่ทำให้ผมเสียน้ำตาในโรงแบบ เป็นวรรคเป็นเวร
 
        เขียนแบบนี้อาจจะมีคนแปลกใจ แต่ Wonder Woman เรื่องนี้ ทำลายสถิติการดูหนังของผมแบบยับเยิน
ด้วยการที่ทำให้ผม “น้ำตาไหล”  ตั้งแต่กลางเรื่อง  ไหลมาเป็นระยะๆเรื่อยๆยันท้ายเรื่อง จนกระทั่งจบ  
หนังจบเครดิตขึ้น ยังน้ำตาไหลอยู่เลย

 
        เป็นการไหลด้วยความ “ฟิน” แบบล้วนๆ  และไม่เคยมีหนังเรื่องไหนในชีวิต แม้กระทั่งหนังเศร้า
ก็ไม่เคยทำให้เราน้ำตาไหลกับการดูหนังได้มากขนาดนี้ มากสุดก็น้ำตาคลอ  ก่อนหน้านี้ก็มีไหลบ้าง
แต่เฉลี่ยก็แค่เรื่องละครั้งเท่านั้นเอง  แต่ Wonder Woman เรื่องนี้ผมน้ำตาไหลเยอะมาก
แทบจะเป็นสิบครั้งที่หยดน้ำตามันลงมา และผมก็ปล่อยแบบไม่อายใครด้วย
(แต่ไม่มีเสียงสะอึกสะอื้นนะ 5555 รบกวนคนอื่นเค้า ไม่ได้ไหลเพราะเสียใจเฟ้ย)

 
 
        ทุกฉากที่ “โคตรพ่อโคตรแม่เท่”  ของ Wonder Woman ผมน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันและฟินจริงๆว่า  
กูได้มาดูของดีๆแบบนี้  โคตรมีความสุขจริงๆ  คือมันตอบโจทย์ของ “เด็กผู้ชาย”  ตอบโจทย์ของแฟนบอยหนังได้อย่างดี
ไม่ว่าจะเคยอ่านคอมิคของ DC มาก่อนหรือไม่ก็ตอบ แต่มันตอบโจทย์  คือหนังฝั่งDC เอาจริงๆเรื่องบทบู๊ ฉากแอคชั่น
ผู้เขียนชอบมากกว่าทางฝั่ง Marvel นะ คือดูทั้งสองค่ายไม่ได้แบ่งแยกเลย ชอบทั้งสองค่าย  พวกที่เถียงกันไปมานี่คือ
พวกเด็กน้อยยังไม่โต ที่มานั่งเอาชนะกันเอาเป็นเอาตายว่า Marvel หรือ DC ดีกว่ากัน และ DCก็โดนเหยียดหยามบ่อยๆ  
แต่สำหรับผมมันก็แค่เด็กทะเลาะกัน เหมือนสมัยก่อนมีคนทะเลาะกันเรื่องแกรมมี่กับอาร์เอสนั่นแหละ!

 
         ฉากบู๊ของ Wonder Woman ทำได้ดีทุกฉาก ตั้งแต่การออกแบบท่าทาง และความลื่นไหลของการบู๊  งานอาร์ท
ทุกอย่างลงตัว และมันกระตุ้นอะดรีนาลีนให้ได้ลุ้นกันทุกฉากๆ  ความเท่ของ WW มันไร้ที่สิ้นสุดมากๆ
และฉากแรกสุดที่ทำให้ผมเสียน้ำตา นั่นก็คือฉากเปิดตัวเดินเข้าชนกับแนวป้องกันของฝ่ายเยอรมัน ในหนังนี่แหละ  
คือมันเป็นฉากที่ทรงพลังที่สุด และดีที่สุดของการเปิดตัวฮีโร่ ครั้งหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลย  โคตรติดตามาก  
คือจริงๆฉากนี้ในเทรลเลอร์ก็มีนะ แต่ไม่คิดว่าไปดูจริงที่Imaxมันจะทรงพลังขนาดนั้น  
ยิ่งได้รู้เรื่องการปูมาของเครื่องป้องกันศีรษะที่ได้มาจากคุณน้ายอดนักรบ แอนไทโอพี  
ยิ่งทำให้ฉากนั้นมันทรงพลังเข้าไปใหญ่  คือทำให้ได้รู้เลยว่า

 
“เราไม่สามารถตัดสินหนังได้จากเทรลเลอร์ได้เลย ไม่ว่ามันจะปล่อยออกมาเยอะหลายตัวขนาดไหน”
 
        นี่คือเรื่องจริงที่ผมโดนหนังเรื่องนี้ตอกซะสะอึก และคิดว่า Spiderman ที่กำลังจะเข้า
ก็หวังว่าจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน เพราะปล่อยตัวอย่างมาเยอะเหลือเกิน

 
        นอกจากฉากนั้นแล้ว ที่เด็ดๆก็ตอนระเบิดพลังซุปเปอร์ไซย่านั่นแหละ นั่นก็เป็นอีกฉากที่มันเหนือชั้นมาก  
ไม่ใช่เพราะว่าสเปเชียลเอฟเฟคนะ  แต่เป็นเพราะมันเป็นการผสมผสานกันของ ซีนอารมณ์  + ซีนแอคชั่น
แบบไคลแมกซ์ มากกว่า  คือผมขนลุกกับการกรีดร้องของ Gal มากตอนที่คริสไพน์ (เทรเวอร์) ตายไปต่อหน้าต่อตา
คือ Gal เล่นออกมาแล้วรู้เลยว่ามันคือความทรมานของการเจ็บปวดหัวใจจริงๆ  ฉากนี้นั่งเสียน้ำตามากทั้งความเสียใจ
และทึ่งฉากระเบิดพลังของ WW ที่มันเท่แบบสุดขีดสุดๆจริงๆ

 
 

 
        อันนี้คือส่วนหนึ่งของน้ำตาที่เสียไป  หลายคนอาจจะงงว่า ไอ้นี่บ้ารึเปล่า  หนังต่อสู้ หนังแอคชั่น นั่งร้องไห้ .. เอ้อ!!
ผมเป็นแบบนี้แหละ  คือมันฟินจริง มันดีใจด้วยความสุขที่ได้ดูสิ่งที่เราเคยฝันไว้ว่าจะได้เห็นบนจอหนัง
เป็นภาพจริงให้เราดูหลังจากที่ได้ดูฉากพวกนี้กันแค่ในการ์ตูนหรืออนิเมชั่นเท่านั้นไง แต่นี่มันเหมือนฝันที่เป็นจริงด้วย  
ถ้าเด็กผู้ชายที่ชอบ Dragonball ก็น่าจะชอบฉากแอคชั่นของหนังDCตั้งแต่ Man of Steelแล้ว ที่มันบู๊ล้างผลาญกันจริงๆ

 
        แต่ที่เหนือความคาดหมาย นอกจากความสนุก ความมันส์ ความสวยของ Gal Gadot แล้วนั้น  
บทดราม่ากลับกลายเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุดของหนังเรื่องนี้  มันเด่นมากจริงๆ
ซึ่งนักแสดง คริส ไพน์ “ทำไมเรายังไม่วาร์ป” (ฮา)  คนนี้เล่นได้เหนือชั้นมาก
และทำให้ผมต้องหันมาสนใจหนังเรื่องอื่นๆของเขาแล้ว

 
 
        ตอนแรกคิดว่า บทของเขาน่าจะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการส่งให้ WW โดดเด่น และเป็นตัวรองเท่านั้น
ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ที่ไหนได้  คริส ไพน์ เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ และเล่นอย่างพอดี ไม่เยอะไม่น้อยไป  
มีทั้งออร่า มีบทตลก มีฉากหล่อ  ทุกอย่าง และไม่ต้องออกเยอะ เน้นเล่นธรรมชาติและสื่ออารมณ์ผ่านสายตาออกมา ..
คือเรียกได้ว่า Perfect Kill เลยสำหรับคนนี้  คือหลายคนอาจจะมองว่าเขาไม่ได้หล่อไรมาก แต่การแสดงของเขานี่แหละ

 
โคตรหล่อ!!!!!!
 
        เอาจริงๆแล้ว หนัง Wonder Woman เรื่องนี้ จะไม่ได้รับคำชมทั่วสารทิศขนาดนี้เลย ถ้าขาดบทของ สตีฟเทรเวอร์
ที่เล่นโดย คริส ไพน์ ไป แม่งสุดจริงๆ แม้กระทั่งฉากสุดท้าย นอกจากเรื่องบทแล้ว การเล่นของไพน์ที่ยอมสละชีวิตสุดท้าย  
มันทำให้เราเชื่อได้ว่า  เขาเป็นฮีโร่จริงๆ  ฮีโร่ที่ “ไม่มีพลังพิเศษ”  เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา  แต่ความกล้าหาญ
และความเสียสละ ยิ่งใหญ่กว่าฮีโร่พลังระดับล้างจักรวาลบางตัวซะอีก

 
ความเป็นฮีโร่ที่แท้จริงมันอยู่ตรงนี้แหละ
 
 
        เพราะงั้นแล้ว เทรเวอร์ มันคือ ฮีโร่คนนึงของ DC นะ เพียงแต่ว่า ไม่มีพลังพิเศษเท่านั้นเอง  
เช่นเดียวกันกับเหรียญอีกด้าน อย่าง ไดอาน่า โดย Gal Gadot เธอเล่นได้อย่างดีจริงๆแม้จะบอกว่า หน้าเดียว
จากหลายๆสำนักที่วิจารณ์ แต่ผมก็ว่าเธอเล่นดีแล้ว ไม่เห็นรู้สึกเลยว่าแข็ง  คนเป็นเจ้าหญิงของเกาะ มีมาด
มันก็ต้องประมาณนี้ แถมด้านที่น่ารักและแบ๊วแบบไม่รู้เดียงสาต่อโลกภายนอกนั้น น่ารักมาก เธอเล่นได้ธรรมชาติ
และทำให้เราอมยิ้มได้ทุกฉากจริงๆ  และเมื่อรวมทั้งหมดแล้วนั้น   สิ่งที่ยอดเยี่ยมสุดๆของหนังนี้คือ
บทความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้คือ ไดอาน่ากับเทรเวอร์  ที่มันเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากที่สุด  
ดูแล้วอินที่สุดจริงๆ  เพราะงั้นทำไมตอนที่เทรเวอร์ต้องจากไป  มันถึงได้Impact ขนาดนี้

 
ผมเชื่อว่าคนดูหลายๆคนก็ต้องเสียน้ำตาให้เขาเหมือนกัน
 
 
        ทั้งบทบู๊ และบทดราม่า ในความเป็นหนังพีเรียดภาพสวยๆภายใต้ฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้วนั้น
นี่คือจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้จริงๆ  และเมื่อรวมสองอย่างที่ยอดเยี่ยมนี้เข้ากับจุดแข็งสุดๆอย่างที่สามของหนังเรื่องนี้แล้ว  
ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะให้คะแนน “หนึ่งล้านเต็มสิบ” (1,000,000/10) เลย ซึ่งนั่นก็คือ
“ความสวยของ Wonder Woman Gal Gadot”  นี่คือจุดแข็งที่ต้องบอกว่า  
ผมขอเอามานับรวมอยู่ในจุดดีที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์ด้วย

 
ถามว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ? .. ได้สิ!!!!
 
 
        Gal Gadot นั้นต้องเรียกได้ว่า สำหรับผมแล้วเธอสวยเหมือนไม่ใช่มนุษย์  เหมือนเป็น Demi-God ลูกครึ่งเทพเจ้า
เหมือนหลุดลงมาจากสวรรค์จริงๆ  คือสวยมากกก และก่อนหนังเข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเธอสวย  แต่พอได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้
Wonder Woman บอกเลยว่า  เธอออกมาสวยทุกฉาก ทุกซีน  ขนาดทำหน้าดุ แหกปากแยกเขี้ยวกระโดดถีบศัตรูยังสวย  
ท่าปัดกระสุน ท่าเตะ สปินตัวสิบตลบ  ทำท่าไหนก็มีมาด และสวยทุกฉาก ที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดีแล้ว  
คือสวยเว่อร์  สวยชนิดที่เรียกได้ว่า ขนาดผู้หญิงด้วยกันเองเจอ Gal Gadot มาก็คงอยากจะแปลงเพศเป็นผู้ชาย
ไปผ่าตัดเติมเสริมหรรมกันให้รู้แล้วรู้รอดกันเลยทีเดียว เพราะเธอสวยมากกกกก จริงๆ T T 

 
มันคือความซึ้งของลูกผู้ชายขนานแท้เลยงานนี้
 
 
        แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อหนังที่นำเอาความแข็งแกร่งและสวยงามของอิสตรี ที่มีฉากแอคชั่นเท่ๆ โทนภาพสีสวยๆ
นางเอกยังกะนางฟ้า  การตัดต่อ บทหนัง ทำได้อย่างดีเยี่ยมและกระชับ  บทอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย
เพราะมันเป็นการแนะนำปูมหลังของตัวเอกอย่าง WW เราจะได้รู้กันสักที หลังจากที่ทำตัวลึกลับมาในภาค BVS แบทปะทะซุป  
บทหนังไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ทำออกมาแล้วมันกำลังดีและกลมกล่อม  และดนตรีประกอบประจำตัวของ Wonder Woman
อย่างเพลง Is she with you? ที่ดังขึ้นมาเมื่อไหร่ อะดรีนาลีนสูบฉีดเมื่อนั้นทุกฉากเลย

 

 
        เมื่อทุกอย่างมันครบถ้วนสมบูรณ์จนอยากจะไปดูในโรงซ้ำอีกนั้น (ปกติไม่ได้เป็นแบบนี้ รอบเดียวจบ)
คะแนนรีวิวสำหรับหนังเรื่องนี้ผมคงต้องบอกว่า  ก่อนเข้าโรงก็คาดหวังแล้วนั้น  ออกจากโรงมาพูดได้คำเดียวว่า
“มันเหนือกว่าที่คาดหวังไว้เยอะมากจนไม่รู้จะเยอะยังไง”  ดีกว่าที่คิดไว้มาก ถ้าให้คะแนนคงให้ได้แค่ 10/10
อย่างเต็มปากเต็มคำ และผมดีใจที่ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้แล้วมีความสุข และฟินกับมัน  ไม่ใช่พวกนั่งดูแล้วจับผิด
แล้วมาบอกว่า โอ๊ย ซีจีลอย นางเอกเล่นแข็ง .. (ฉากไหนลอยหว่า)  
คะแนนเต็มเอาไปเลยในฐานะหนังเดี่ยวๆของ Wonder Woman

 
        และนอกจากนี้แล้ว  หนัง WW ยังมีความสำคัญในการปูทางส่งไปยังหนังฟอร์มยักษ์ที่กำลังจะออกมาปลายปีอย่าง
Justice League อีกเรื่องที่ เรื่องนั้นดูท่าทาง DC และ WB จะพยายามจัดให้มันใหญ่เวอร์วังอลังการปักหมุดประจำ
หนังจักรวาลDCกันเลย เหมือนอย่างที่ Marvel ทำได้กับ The Avengers ยังไงยังงั้น  ซึ่งก็คงต้องดูกันอีกทีว่า ปังหรือเปรี้ยง  
แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นะ (ฮา)  และยิ่ง Wonder Woman ทำมาตรฐานไว้สูงแบบนี้แล้ว
บอกเลยว่า JL แม่งเหนื่อยแน่ๆงานนี้!!   

 
 
        แต่การปูทางนี่สำคัญกับ Justice League มากในแง่ของความสำคัญของตัวละครในฐานะ ผู้นำร่วมของ JL ที่เราจะได้เห็น
WW ปรึกษาและคุยกับพี่แบท เวย์น มาตั้งแต่ปลายหนัง BVS แล้วในการรวมทีมเพื่อต่อต้านภัยจากนอกโลกที่มาถึงแล้ว ..
ตอนนี้เราได้รู้ปูมหลัง และตอนนี้ WW ไม่ใช่ตัวละครลับที่มีแต่ความลึกลับเหมือนภาคก่อน และโผล่มาเฉพาะซีนเด็ดๆเท่านั้น  
แต่เธอคือผู้นำทีมคนนึงเลยทีเดียวที่ดูแล้ว  นอกจากพลังต่อสู้ที่เหนือกว่าคนอื่นเยอะแยะมาก ยกเว้นพี่ซุปนั้น  
ความเป็นผู้นำก็สูงส่งลิบลิ่ว ตั้งแต่ยืนนำกลุ่ม Trinity ของ DC ตั้งแต่ภาคก่อน  ยันตัวอย่างหนัง
ก็มีหน้าที่นำน้องๆ The Flash และ Cyborg อีก..  

 
 
ถ้าให้ผมพูด ความสำคัญของ WW ก็หนักหน่วงพอๆกับ Captain America ของ Marvel เลย
 
        หากใครเก็ทถึงความเด่นของพี่แคปแล้วนั้น จะรู้ได้ทันทีว่า แคปคือหนึ่งในสองฮีโร่ที่แบกนำมาร์เวลเอาไว้
เช่นเดียวกันกับไอออนแมน  และตอนนี้ WW กำลังจะทำหน้าที่เดียวกันนั้นกับเหล่าฮีโร่ Justice League นั่นเอง  
ดังนั้นหนังเรื่องนี้ช่วยเสริม JL ได้ดีมากๆ และเราคงไม่ต้องไปนั่งดูปูมหลัง WW กันอีกรอบ และรู้ซึ้งกันดีแล้วว่า WW
มีระดับความแข็งแกร่งระดับเทพเจ้าขนาดไหน และทำไมพลังถึงเยอะขนาดนั้น  ในหนังก็จะได้ปูแค่ตัวน้องใหม่สามตัว
และรอการฟื้นคืนชีพของพี่ซุปกลับมาเท่านั้นเอง

 
 
        สรุปแล้วหนังเรื่องนี้  เป็นหนังที่ผมยืนยันอีกครั้งว่านี่คือหนังฮีโร่หญิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการหนังเลย
ตัวหนังสมบูรณ์แบบ ทำออกมาได้ดีและแก้ไขคำวิจารณ์ของหนัง DC หมดเกลี้ยง  ทั้งฉากบู๊ ฉากดราม่า งานภาพ การตัดต่อ
ทุกอย่างสมบูรณ์แบบมากชนิดที่เรียกว่า ให้ไปดูในโรงอีกหลายๆรอบก็ยังอยากจะดูอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า  
แค่ฉาก WW เดินขึ้นมาลุยกระสุนเปิดตัวออกศึกครั้งแรก ผมก็ว่าคุ้มค่าเงินมากๆแล้ว  
คงไม่มีคำบรรยายใดๆมาให้หนังเรื่องนี้อีกแล้วนอกจากคำว่า ใครไม่ได้ไปดูในโรง บอกเลยว่า โคตรน่าเสียดายสุดๆ


Batman The Dark Knight คือหนังที่ดีที่สุดตลอดชีวิตการดูหนังของผม
ถ้า Dark Knight คือความยอดเยี่ยมทางด้านความเหนือชั้นของบทหนังแล้ว
ส่วนตัวผมให้คุณค่าของ Wonder Woman อยู่ระดับเดียวกันกับ The Dark Knight
ในแง่ของ "ความประทับใจ" ที่ได้ดูหนังที่ยกย่องความแข็งแกร่งของผู้หญิง
ที่ทำให้ผมน้ำตาไหลได้แบบนับครั้งไม่ถ้วนตลอดจนจบเรื่อง
ผมกล้าพูดว่า ผมประทับใจเรื่องนี้มากเท่าดาร์คไนท์จริงๆ..


 
สุดท้ายนี้ จริงๆแล้วผมก็แค่อยากจะรีวิวเพื่อบอก Gal Gadot ว่า.. ผมรักคุณ  แค่นั้นเอง!!
 
 
Close [×]