ปฏิวัติด้วยความกล้า และการหักศอกลวงตาของCocktail กับซิงเกิลใหม่ “ทำดีไม่เคยจำ”

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

ปฏิวัติด้วยความกล้า และการหักศอกลวงตาของCocktail กับซิงเกิลใหม่ “ทำดีไม่เคยจำ”
 
 

        นี่คือซิงเกิลใหม่ของ Cocktail ที่ผมเชื่อว่ามันเหมาะกับการ Standing Ovation ให้กับความกล้าหาญของวงนี้
ที่นำเสนอเอาสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีใครทำมากนัก และที่สำคัญยิ่งกับวงดนตรีที่ต้องบอกว่า ณ เวลานี้พวกเขาคือวงมหาชนอีกวงหนึ่ง
ของคนฟังเพลงไทย  ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่วงเมนสตรีมแบบนี้จะกล้าออกมาทำอะไรแบบนี้  กับสิ่งที่ต้องบอกว่า
มันฉีกทุกความคุ้นเคยของการฟังเพลงไทยจริงๆ  ซิงเกิลใหม่ของคอคเทล ปล่อยทีเซอร์ออกมาไม่นานก็ได้เวลา
ของการปล่อยปีศาจตนนี้ออกมาเป็นอิสระให้กับคนฟังได้เสพมันกันอย่างทั่วถึง

 
เพลงนี้ผมขอใช้คำว่า “นรกแตก”  น่าจะเหมาะที่สุด
 
        ในหลายๆความหมาย นรกแตก นี่แทนได้ทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นกระแสของเพลงที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากสุดๆ
ทั้งๆที่แหวกขนาดนี้  เอาง่ายๆกล่าวคือ เพลงแบบนี้ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง และมันจะไม่มีคำว่า “ตรงกลาง” เลย
คือถ้าคนชอบก็จะชอบเลย คนไม่ชอบก็จะเกลียดและพาลไม่ฟังเอาได้ง่ายๆ  กระแสคือถ้าไม่ดังเปรี้ยง คนสรรเสริญ
ก็ดับสนิทจนคนฟังด่าว่า “มึงทำเพลงอะไรออกมาวะ?” กันเลยทีเดียว  ผมว่ามันค่อนข้างเสี่ยง

 
        แต่เป็นการเสี่ยงที่ตั้งอยู่ด้วยความที่ทุกๆอย่างผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว  แบบนี้ผมเรียกว่า เสี่ยงแบบเซฟ  
ซึ่งพื้นฐานของการทำงานที่มีbaseบนก้อนความคิดที่เหนียวแน่นและมั่นคงแล้วนั้น สำหรับผม มันคือสิ่งสำคัญที่สุดของการเขียนเพลงเลย
สำคัญกว่าภาษาสวยๆที่มีแต่เปลือก แต่ไม่มีแก่นคิดดีๆด้วยซ้ำ   ถ้ารากฐานแข็งแรง ผลงานที่ออกมามันก็จะมี “หลัก” ให้ค้ำ  
และเพลงนี้ผมบอกเลยว่า หลักของมันมีหลายต้นเสามากๆ และแข็งแกร่งทุกต้น
 
        หลักค้ำของเพลงนี้ ไล่ตั้งแต่ เพลงมีคอนเซปต์ที่น่าสนใจ และมีอะไรๆอยู่เยอะ ไม่ใช่เพลงที่ไร้แก่นสาร
แต่เป็นเพลงที่ “กระตุกแง่คิด”  ให้สมองของคนฟังได้ทำงานต่อไปอีกไกลๆเลย  จริงๆผมอยากใช้คำนี้เป็นหัวบทความมากกว่าด้วยซ้ำว่า
เพลงนี้ข้อดีและประโยชน์สูงสุดของมันคือ ทำให้คนฟัง ได้มีความสุขกับดนตรี และ “กระตุก” ให้คิดถึงอะไรบางอย่าง
ที่เกิดขึ้นในโลกและสังคมสมัยนี้ด้วย

 
มันคือเพลงเพื่อชีวิตดีๆแบบหนึ่งนี่เองถ้าเอาตามภาษาความคุ้นเคยบ้านเรา!!
 
        ผมจะไม่เรียกเพลงนี้ว่ามันสะท้อนสังคม  เพราะสะท้อนไปวันๆไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา แต่ถ้ามันทำให้เราได้คิด
และเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง มันเหนี่ยวนำให้เกิดอะไรขึ้นได้แล้ว ผมว่ามันเป็นประโยชน์ เช่นเดียวกัน
เพลงนี้มีแก่นและสาระสำคัญของเพลงก็อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ นั่นก็คือเรื่องของการทำดีกี่ครั้งไม่เคยจำ
(แต่ทำเหี้ยครั้งเดียวจำกูแม่นจัง) อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันก็ตรงตัวอยู่แล้วว่า บางครั้งสีขาวส่วนใหญ่
ก็อาจถูกเบนความสนใจไปด้วยจุดดำๆจุดเล็กเดียวบนกระดาษก็ได้ ซึ่งมันก็มักจะเป็นแบบนี้
และก็สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านเรื่องราวในสังคมสมัยนี้ที่มักมีเรื่องของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการตัดสิน
และพิพากษาความดีความชั่วของคนๆหนึ่งนั่นเอง

 

 
       ผู้แต่งเพลง หรือแก่นความคิดของเพลงนี้ไม่ได้จะเข้าข้างคนทำผิดเหล่านั้นแต่อย่างใด คือผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด
เพียงแต่จะบอกให้รู้ว่า บางครั้งเขาก็อาจจะมีส่วนดีด้านอื่นๆอยู่ด้วยซึ่งอาจจะเยอะกว่า และเคยทำอะไรดีๆที่ “เราไม่รู้”
(แต่ไปตัดสินเขาหมดแล้ว) แต่จุดดำที่ว่ามันดันเด่น และดันเป็น “จุดเดียวที่เรามองเห็น” ซะด้วย ไอ้นี่แหละสำคัญสุด
เพราะดันเห็นที่เดียว และบางครั้งก็ตั้งใจมองแค่จุดเดียวด้วยซ้ำหากมีอคติแถมมา  ดังนั้น  
กระดาษสีขาวแผ่นนั้นทั้งแผ่น ที่มันอาจจะสีขาวๆมา มีเลอะรอยบ้างนิดหน่อย แต่พอมีจุดสีเลอะกลางกระดาษจุดนึง  
คนก็แทบจะทิ้งกระดาษแผ่นนั้น “ทั้งแผ่น” กันเลยทีเดียว  ยังดีหน่อยที่บางคนยังเลือกที่จะโยนกระดาษแผ่นนี้ลงกล่องกระดาษรีไซเคิล  
แต่บางคนทิ้งมันทั้งแผ่นเลยนี่สิปัญหา

 
        นอกจากประเด็นที่ฉุกให้คนคิดเรื่องนี้แล้ว เนื้อหาและlyricของเพลงนี้มันสื่อไปถึงฝ่ายที่ “ทำผิด” เองด้วยเช่นกันว่า
ก็ใช่ย่อยในบางครั้ง ที่ทำผิดซ้ำๆซากๆ และหลังจบเรื่องเพียงแค่เอ่ยปากคำว่า “ขอโทษ”  ออกมาทีเดียวจบ  
ทำหน้าเศร้าและอ้อนวอนต่อสังคม แต่ก็เป็นแค่ลมปากเท่านั้นที่ขอโทษผ่านๆไป สุดท้ายก็ยังทำผิดเหมือนเดิมๆ
และก็ใช้คำยอดฮิตมาเป็นเกราะป้องกันตัวให้จบเรื่องด้วยคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”  
เป็นประโยคท่าไม้ตายสุดฮิตที่กดอัลติออกมาปุ๊บทุกอย่างจบทันที (ฮ่วย!) 

 
มันคือการ์ดใบสุดท้ายในมือที่เราเห็นกันจนชินชาในสังคมนี้นั่นเอง แหม.. ง่ายจัง!
 
        ดังนั้น จะเห็นแล้วว่า เพลงนี้ไม่ได้สื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งตัวคนในสังคมที่มองไปยังคนกระทำผิด  
และตัวเขาเองก็เช่นกันที่ทำตัวเช่นนี้  ดังนั้นถามหน่อยว่า เพลงนี้อยู่ฝ่ายไหน  คำตอบคือ
อยู่ฝ่ายที่จะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นด้วยการ “มองให้รอบ”  ทุกๆฝ่าย ไม่ใช่แค่มองจากคนนอก หรือมองจากคนกระทำเท่านั้น
แต่มองให้มันครอบคลุมเพื่อที่จะได้เห็นความจริงที่ถูกต้องชัดเจนขึ้นยังไงล่ะครับ นั่นคือพอยท์ของเพลงนี้
ที่ไม่ได้จะทำมาเพื่อปกป้องคนทำผิดหรือใครก็ตามที่มันเป็นกระแสอยู่   สำคัญคือ ทุกคนทุกฝ่ายจะต้อง “คิด” นั่นเอง
อย่ามองเพียงแค่ตัวเอง หรือเอาความสะใจเป็นที่ตั้ง เป็นเนื้อหาเพลงที่ดีมาก และเอาจริงๆแล้ว เพลงนี้มันก็ใช้เป็นเพลงรัก
เพลงหนุ่มสาวทะเลาะกันธรรมดาๆก็ได้  เวลาเอาใจแฟน ทำดีเยอะแยะให้ไม่เคยจำ  พอผิดนิดเดียว  เท่านั้นละครับ บ้านแตก!  
 
        เห็นไหมว่ามันเป็นเรื่องที่simpleมากๆ ดังนั้นผมจะบอกว่าคอนเซปต์และแก่นของเนื้อเพลงนี้  มันแน่นปึ้ก
และถูกวางมาแล้วอย่างปลอดภัย ดังที่เกริ่นเอาไว้ว่า นี่มันคือหลักของเพลงนี้ที่แข็งแรงมากๆ  ซึ่งการทำเพลงนี้ออกมานั้น
นอกจากเรื่องเนื้อหาที่แน่น เยอะ และเต็มเอี้ยด ตามสไตล์อีหอยแล้ว (ฮา)  อีกหลักประกันหนึ่งของเพลงนี้
นั่นก็คือเรื่องที่ว่า Cocktail นั้นมีเพลงฮิต เพลงเพราะอยู่ในมือแล้วมากมายที่สามารถจะหยิบมาเล่น และเป็นเหมือนทุนพื้นฐานที่วงมีอยู่แล้ว
ดังนั้นเรื่องการทำเพลงฮิตๆเพื่อแสดงโชว์ เพื่อขาย  Cocktail หมดปัญหาตรงนี้ไปแล้ว  และชื่อเสียงที่ยิ่งมีมากและสั่งสมขึ้นเรื่อยๆ  
ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลและกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆออกมานำเสนอให้กับวงการเพลงไทย  ได้มีอะไรดีๆฟังกันนั่นเอง  
ถ้าถึงเวลามันไม่เวิร์ค  พวกเขาก็มีเพลงเพราะที่จะขายได้อีกนานมากมาย และยังสามารถสร้างเพลงใหม่ๆที่มันเฟรนด์ลี่กับคนฟังง่ายมากๆ
และพร้อมที่จะถล่มชาร์ทอันดับหนึ่งได้อีกสบายๆ  ผมบอกเลยว่า วงนี้ทำได้สบายแหงๆ อย่างเพลง เธอ  เป็นต้น  
และไม่ต้องห่วง Cocktail ไม่ทิ้งการทำเพลงเพราะๆแบบนั้นออกมาหรอกครับ  ผมในฐานะแฟนเพลงก็มั่นใจว่า
วงเขาไม่ทอดทิ้งคนฟังด้วยการทำอะไรตามใจตัวเองอย่างเดียวล้วนๆหรอก

 
        พูดถึงแฟนเพลงแล้ว นี่คืออีกจุดหนึ่งที่ผมชื่นชมมาก เพราะซิงเกิลนี้ อย่างที่บอกว่า มัน “นรกแตก” ชัดๆ
ปล่อยออกมายังไม่ถึงวันดีเลย ไม่ถึง24ชม. ตอนที่เขียนนี้นั้น  ยอดวิวMVมัน1ล้านแล้ว ภายในไม่ถึง24ชม.
ทั้งๆที่เพลงออกมาExtremeขนาดนี้   ผมอยากจะฝากคำชื่นชมไปถึงแฟนๆของCocktail จริงๆ  
เพราะนี่คือการเดินทางของ Cocktail ที่ ”เติบโตไปพร้อมๆกับแฟนเพลง”  เปิดกว้าง และพร้อมที่จะรับรู้และเข้าใจตัวตนของวงนี้จริงๆ  
ดูจากความคิดเห็นแล้ว แฟนเพลงก็อ้าแขนรับเพลงนี้เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันกับวงเลยทีเดียว  
ถึงแม้ OKว่ามันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะชอบ  เชื่อว่าน่าจะมีคนที่ไม่ชอบเข้าขั้นเกลียดเพลงนี้ก็มี  
เป็นเรื่องปกติที่ทำของแบบนี้ออกมา ต้องมีทั้งคนชอบไม่ชอบ  แต่แฟนเพลงส่วนใหญ่ ที่ผมเห็นคอมเม้น มีแต่แง่บวก
และคำชื่นชมที่อยู่ในเลเวล 8 – 10 คะแนนทั้งนั้นเลย

 
ก็บอกแล้วว่าเพลงนี้มันไม่มีตรงกลาง ถ้าชอบก็จะชอบมากเลยล่ะ
 
        เพลงนี้ Cocktail นำเสนอสิ่งแปลกใหม่ให้กับบ้านเราหลายๆอย่าง  แรกสุดเลยนั่นก็คือ “ตัวของพวกเขาเองนั่นแหละ”  
คือตัวCocktail คือต้นทางที่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และนำเสนออะไรที่หลุดจากกรอบและลุคของตัวเองแบบฉีกขาดกระจุยเลย  
ไม่มีคำว่า คีพลุคหล่อ ทำดนตรีสวยๆไฮๆ  .. มันไม่มีหรอกครับคำว่าสูงต่ำ ดนตรีไฮโซอะไร ไม่มี  
.. อย่างที่ โอม Cocktail พูดเอาไว้เมื่อตอนถอดหน้ากากหอยหลอด.. หอยทอด หอยนางรม ฯลฯ อะไรนั่นเอาไว้ว่า
บางครั้งคนเราก็เหนื่อยที่จะเป็นตัวเอง  ผมอยากบอกว่า มันจริง และ โคตรจะจริงเลย

 
        ผมว่าCocktail ได้ “พัก” ความเป็น Cocktail แบบสบายๆเลยล่ะในเพลงใหม่เพลงนี้ …  แต่พักคือพัก  พักไม่ใช่การ “ทิ้ง”  
.. เพราะการทิ้งรากเหง้าของตัวเอง จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันหลักลอยไปหมด และอย่างที่ผมเขียนไว้บนหัวเลย  
หลายคนอาจจะคิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบปฏิวัติหักศอก  แต่จริงๆแล้วมันคือความหักศอกลวงตา  
ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในเพลง “ทำดีไม่เคยจำ”  เพลงนี้  มันก็ยังเป็นเพลงของวง “Cocktail”  อยู่แบบเต็มๆเลยนั่นแหละ

 
ผมเขียนแบบนี้ แฟนพันธุ์แท้วงน่าจะเข้าใจ และเห็นด้วยอย่างมาก
 
        เพลงนี้มันมีความเป็น Cocktail อยู่แบบเต็มเปี่ยม  สิ่งที่เป็นมันคือการ “เพิ่ม”  เข้ามาเท่านั้น  มันคือเพิ่มแนวทางใหม่
การนำเสนอใหม่  รูปแบบใหม่เข้ามาให้กับวงการเพลงไทย  ให้กับตัววงCocktailเองเท่านั้น  ด้วยการนำเสนอเอาสิ่งใหม่
เข้ามาด้วยการนำเอาแกนที่เป็น “แก่น”  ของความเป็นไทยๆของบ้านเรา เอาเข้ามาประยุกต์กับความเป็นสากลหลายๆอย่าง
อย่างเข้ากันและถึงกึ๋น .. พูดก่อนเดี๋ยวจะลืมว่า เพลงนี้มีความเสี่ยงอย่างที่บอก  การนำเอาหลายๆสไตล์
และจังหวะ มารวมกันอยู่ในเพลงเดียวกันนั้น เป็นอะไรที่เสี่ยงที่จะ “เละ”  อย่างรุนแรง  คือเสี่ยงมาก
ที่ทำออกมาแล้วมันจะไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และเละ ฟังไม่รู้เรื่อง และไม่เป็นเนื้อเดียวกัน  แต่เพลงนี้มัน
เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนเกิดมาเพื่อกันและกันเลย

 

 
        ความแปลกใหม่ที่ว่าคือนำเอาแก่นของเพลงสามช่าโจ๊ะๆ สไตล์ออกแว๊นๆด้วยซ้ำ มาเข้ากับดนตรีเพลงสากล
ที่หนักแน่นและมีความทันสมัยปนคลาสสิคในตัว  คุณโอมแกเปรียบเปรยเอาไว้ประมาณว่า มันคือการนำเอา ผ้าขาวม้า
ของไทยนี่แหละ ไปใส่กล่องเวอร์ซาเช่ อะไรประมาณนั้นเลย  แต่จริงๆแล้ว มันก็ยังเป็น “ผ้าขาวม้า”  ที่เราคุ้นเคยนั่นเอง

 
ฟังดีๆเพลงนี้ก็เป็นเพลงผ้าขาวม้าแบบที่คุณโอมแกบอกจริงๆนั่นแหละ
 
        คำถามแรกคือ เพลงที่จะเป็นที่จุดจำที่สุดคือท่อนไหน  ร้อยทั้งร้อยตอบว่าท่อนฮุค  ใช่ครับ
ก็ลองดูท่อนฮุคเพลงนี้สิ!!! (ฮา)  มันคือเพลงโจ๊ะสามช่าเต้นบ้าหน้าเวทีชัดเจน  ผมว่าเดี๋ยวCocktailเอาเพลงนี้ไปเล่นตอนทัวร์  
ผมว่าหน้าเวทีแม่งมีฮาแน่ๆ (5555) จะได้เห็นคนมาเต้นท่าบ้าๆหน้าเวทีคอคเทลก็งานนี้ละวะ จากที่มีแต่เด็กอินดี้มาฟัง
งานนี้มีแซ๊บกันหน้าเวทีแน่นอน เตรียมหลบด้วยล่ะถ้ามีตีกัน แฮ่!

 

 
        เพลงนี้ใช้ความเป็นไทยๆสามช่ามาเป็นแก่นแกนหลักอย่างที่บอก แต่รอบๆสิ่งนั้น Cocktail ห่อหุ้มมันด้วย
ดนตรีหลากหลายที่มีรากฐานมาจากต่างประเทศ และได้รับการยอมรับในสากล  แถมมีจังหวะเพลงที่แตกต่างกัน
ถึง 4-5 จังหวะในเพลงๆเดียว  ซึ่งมันโคตรพ่อโคตรแม่บ้ามาก ที่ทำแบบนี้ออกมา  ถ้าไม่บ้าจริง และไม่กล้า รวมถึงมั่นใจจริงๆ
ไม่มีทำออกมาหรอกครับ  นี่มันผ่านกระบวนการคิดมาแล้วแน่นอนอย่างที่บอก

 
         เพลงนี้ประกอบด้วยจังหวะที่แตกต่างกันออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Alternative Rock แบบหนักแน่นช้าๆในช่วงอินโทรเพลง  
ขึ้นมาแล้วฮึกเหิมแบบนี้มันยังกะฟังวงอินเตอร์อย่าง Imagine Dragon เลย  ฟังแล้วใหญ่  เล่นใหญ่มาก  
คึกสุดๆอยากจะไปหาดาบหาโล่สักเล่มแล้วกระโจนเข้าสงครามออคกันเลยทีเดียว (ฮา) ซึ่งเมโลดี้ตรงนี้
ซึ่งเป็นอันเดียวกับเมโลดี้ร้องในท่อนเวิร์ส  ผมว่ามันเป็นเมโลดี้ที่ “สวย” มาก ยิ่งท่อนร้องนี่ โคตรเพราะ  
นึกว่าเป็นเพลงช้าเพราะๆเพลงหนึ่งเลยตอนปล่อยทีเซอร์  ซึ่งตรงนี้ผมก็รู้สึกขนลุกแล้ว เพราะมันมีความเล่นใหญ่
มีความอลังการอยู่ในตัว  ซึ่งก็ตามมาตรฐานของ Cocktail อยู่แล้ว สักพักสปีดเพลงเริ่มเร็วขึ้นเป็นร็อคที่มีจังหวะมากขึ้น
แต่ฟังไปฟังไป สักพักเข้าท่อนฮุค  เฮ้ย .. ท่าดึงดาวมาว่ะ!!! เพลงแม่งโจ๊ะยังกะแจ๊สชวนชื่น แถมเนื้อเพลงนี่ โคตรลูกทุ่งเลย  
มาแบบบ้านๆวงหมอลำหีบทองคำอะไรแบบนั้นเลย นั่งฟังแล้วก็อึ้งไปสักพัก  ยังไม่ให้กูพักเลย

 
แปปเดียวทำนองเร้กเก้ขึ้นมา!!!
 
         ตอนนั้นคิดในใจ  มึงบ้าไปแล้ว ไม่มีใครทำแบบนี้แน่นอนตั้งแต่ฟังเพลงไทยมา จังหวะเปลี่ยนอีกแล้วครับ
สักพักนึง ครึ่งหลังของช่วงเร้กเก้ในเวิร์สBนี้  ครึ่งหลังแม่งดันเป็น เร้กเก้ ผสมกับ Gothic อีก มีความดาร์คเข้ามาครอบงำแบบหลอนๆอยู่..  
สักพัก ท่อนส่ง อยู่ดี ท่อนว๊ากมาพร้อมดนตรีเมตัลหูเหล็ก โผล่ออกมาเฉย  .. ตอนนั้นปรับอารมณ์ไม่ถูก
และนั่งอ้าปากหวออยู่คนเดียวหน้าโน้ตบุค แล้วคิดในใจว่า 

 
เฮ้ย มึงยังไม่หยุดอีกเหรอวะเนี่ย!!!
 
        ตอนนั้นก็นั่งอึ้งอย่างเดียว  ที่เคยคิดไว้ว่า Cocktailและคุณโอมแกเก่งมากแล้วนะ มานั่งฟังเพลงนี้แล้วอึ้งกว่าเดิมอีก
คือกล้ามากที่ทำแบบนี้  พอจบเมตัลหูเหล็กปุ๊บ  ลากกูขึ้นเวทีสามช่าอีกแล้ว เสียงแตรวงลอยมาเลย
ก่อนที่ท้ายเพลงจะปล่อยของหมดแม็ก จบด้วยสปีดร็อคแบบ ออเคสตร้า แบบที่ Cocktail ถนัด มาพร้อมเครื่องสายเจ๋งๆ
ซาวด์ดีๆแบบมาเต็มชนิดที่เรียกว่า จัดหนัก

 
        ผมบอกเลยว่า ผมโชคดีมากที่ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรก หาเอาหูฟังที่ดีที่สุดมาเพื่อนั่งเสพซาวด์ดนตรี  
และมันก็เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์จริงๆซะด้วย  บอกได้เลยว่าเพลงนี้มันแปลกใหม่ชนิดที่เรียกว่า
แหกม่านประเพณีของเพลงไทยอีกครั้งนึงเลย  และที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นความกล้า ความเสี่ยง
และการก้าวข้ามตัวเองของ Cocktail ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกับภาพเดิมๆด้วย  พวกเขากล้าลุกมานำเสนอสิ่งแปลกใหม่  
แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นCocktailเลยแม้แต่น้อย  นี่คือสิ่งที่ดีจริงๆ  นอกจากหลักประกันเรื่องคอนเซปต์เพลงที่แข็งแรง  
และความไม่เดือดร้อนเรื่องเพลงเล่นโชว์ของ Cocktail แล้วนั้น  การที่ส่วนหนึ่งได้กระแสของ “หน้ากากหอยนางรม”  
ก็มีส่วนมาช่วยตรงนี้เล็กๆเหมือนกันให้คนพุ่งมาดูเพลงใหม่ของเขาตอนที่เพิ่งจะถูกกระชากหน้ากากมาสดๆร้อนๆไม่กี่วันนี้เอง
แต่จริงๆแล้วก็ไม่มากขนาดนั้น  เพราะสุดท้ายแล้วมันก็มีความยอดเยี่ยมของตัวเพลงอยู่เต็มเปี่ยม
โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับกระแสของหน้ากากหอยนางรมเลย  เพราะตัวเพลงมันดีและ “ยอดเยี่ยม”  มากๆอยู่แล้ว

 
        คำถามคือ แล้วจุดติของเพลงนี้ ไม่มีเลยเหรอ .. คำตอบก็คือ ยังหาจุดติไม่เจอ นอกจากความExtreme
ของมันที่ประกอบด้วยจังหวะและแนวเพลงแปลกประหลาดเอามายำรวมกันถึงสี่ห้าแบบในเพลงเดียว  
ถ้าใครที่ไม่ชอบความแหกแบบนี้ก็อาจจะไม่ชอบได้ เพราะมัน “เยอะ” ไป  ถ้าจะมีจุดติก็คือตรงนี้แหละครับคือ
บางคนอาจจะคิดว่ามันเยอะเกินความจำเป็นไป  แต่ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่ามันกำลังดีนะ  เพราะตัวเพลง นับนาทีกับวินาทีจริงๆ  
ไม่ได้ยาวอย่างที่คิดเลย แค่ความรู้สึกของเราเองตะหากที่คิดว่ามันยาว เพียงแค่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงจังหวะ
แบบที่เพลงปกติไม่มีใครเขาทำกันแค่นั้นเอง  แต่เอาจริงแล้ว มีเพลงระดับ “ตำนาน” อยู่เพลงนึงนะที่ทำแบบนี้
และพอฟังแล้วผมก็คิดถึงเพลงนี้ด้วยที่กล้าทำเช่นนี้ นั่นก็คือวง Queen นั่นเองกับเพลง Bohemian Rhapsody
นั่นแหละที่ผมรู้สึกว่า มันจัดเต็มด้วยจังหวะที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่พอฟังปุ๊บแล้ว มันคือแผ่นเดียวกันสนิทแนบแน่นทีเดียวล่ะ

 
        สรุปแล้ว ตัวเพลงนี้ผมให้คะแนนเต็ม Review Scores 10 / 10 เลย  ตัวผมเองให้คะแนนนี้นะ  
ถ้าเป็นมุมมองแบบคนทั่วไปมองเข้ามา คิดว่าจะได้เท่าไหร่ ผมอาจจะให้ 9/10 หักหนึ่งคะแนนเผื่อให้คนที่เขาไม่ชอบเรื่องความเยอะให้
แต่จริงๆในใจผมให้คะแนนเต็ม เพราะว่า ความรู้สึก “ตื่นตะลึง” ด้วยความขนลุกต้นเพลง ก่อนที่จะอ้าปากค้างกลางเพลง
และคิดในใจว่า “เฮ้ยมึงยังไม่หยุดอีกเหรอวะเนี่ยโอม” ช่วงกลางจนจบเพลง   นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นบ่อยเลยกับการฟังเพลงไทยสักเพลง
ยิ่งยุคสมัยนี้ .. ถ้าเป็นสมัยก่อนความตื่นตะลึงแบบนี้  ผมได้มาจากการฟัง “นางแมว” ของหินเหล็กไฟ เลยนะ คืออึ้งมาก ..  
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากเขียนมาก และดีใจที่ไม่ลืมจะเขียนก็คือ หลังจากที่เพลงนี้ ความ “เซอไพรส์” ของมันในการฟังครั้งแรก มันหมดลงไป  
หลังจากที่เรารู้แล้วว่า  อ๋อเพลงนี้เป็นเพลงผ้าขี้ริ้วห่อทอง  เป็นสามช่าแบบเคลือบกรอบCocktail แล้วนั้น  
การฟังรอบหลังๆล่ะ ถ้าหมดความตื่นเต้นเพราะรู้หมดแล้ว  เพลงมันจะเหลืออะไร?

 
         คำถามนี้ผมพิสูจน์มาแล้วด้วยการนั่งฟังต่อเนื่องไป ปรากฏว่า มันหยุดไม่ได้!!!! คือฟังแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ  ไม่เบื่อด้วย
ยิ่งฟังยิ่งชอบ ยิ่งฟังยิ่งมัน  โดยเฉพาะไอ้ท่อนฮุคบ้านๆที่ว่านี่แหละ “พี่จ๋าอภัยให้น้องสักหน่อย น้องไม่ได้ทำบ่อย น้องไม่ได้ตั้งใจ..”  
… ท่อนนี้ท่อนเดียว ฟังวนๆ ร้องตามวนๆ ขาขยับตามตลอดแบบว่า แม่งโคตรมันส์ .. คือมันส์จริงๆ  
และนี่คือหลักประกันอีกอย่างหนึ่งของการทำเพลงนี้ออกมาที่ผมบอกตาโอมแกไว้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาหลายๆจังหวะมาใส่ในเพลงนี้ก็ตาม  ท่อนฮุคท่อนนี้แหละ จะเป็นตัวตัดสินว่า ยังไงมันก็รอดแน่นอน
เพราะมันแข็งแกร่งโคตรๆยังกะลาสบอส  คนจะต้องชอบความแว๊นตรงนี้แน่นอน  และผมว่ามันเป็นตามนั้นแหละ  

 
        ท่อนนี้เป็นท่อนที่ผมฟังวนๆไปอย่างเมามัน จนถึงตอนนี้ยังนั่งฟังอยู่เลย  ซึ่งจริงๆตอนแรกแล้วพวกเขาจะหาคนมา Featuring
ด้วยซ้ำในแบบแว๊นๆ  ดีไม่ดีเป็นตาแจ๊ส (ฮา) หรือไม่ก็ ลำไย ไหทองคำ ก็ได้ กำลังดัง (ฮาฮา)  
แต่แฟนเพลงจะยิ่งดีใจมากขึ้นเมื่อได้รู้ว่า จริงๆแล้วคุณโอมแกตั้งใจที่จะ “ร้องเพลงนี้ด้วยตัวเอง”  ในท่อนฮุคแว๊นนี่แหละ  
โดยที่ไม่จำเป็นต้อง “ยืมตัวตน” คนอื่นมา  เพราะเขาอยากที่จะนำเสนอให้เห็นชัดๆว่า  นี่แหละคือตัวพวกเขาเอง
ที่ก้าวข้ามความเป็นตัวเองมาแล้ว และโปรดเชื่อเถอะว่า “กูก็เป็นแบบนี้ได้”  
ไม่งั้นป่านนี้เราได้เห็น Cocktail feat. แจ๊ส ชวนชื่น ไปแล้วล่ะ

 
        ดังนั้น สรุปให้เลยว่า ฟังครั้งแรก คุณอาจจะชอบมันด้วยความตื่นตะลึง อึ้ง แต่การฟังครั้งหลังๆ
มันจะเป็นเรื่องของความยอดเยี่ยมของตัวบทเพลงเพียวๆเลย ซึ่ง “ความมันส์” ความโจ๊ะตรงนี้จะได้ฟังวนๆไปไม่หยุดแน่นอน ผมมั่นใจ 

 

 
        เพลงนี้มี MV ออกมาแล้วเรียบร้อย ปล่อยพร้อมเพลงให้คนฟังอึ้งไปเลยรวดเดียว ไม่มีทีเซอร์ที่สปอยล์เยอะ
เหมือนตอนคุกเข่านั่นแหละ ชอบปล่อยทีเซอร์มาแกล้งคน (ฮา)  MV เพลงนี้ก็สื่อสารได้ตรงกับเนื้อความของเพลงเลย
ที่เล่าถึงเรื่องการพิพากษาคนๆหนึ่ง ผ่านบนการพูดคุยในสังคมที่แกนหลักทุกวันนี้คือ Social Network นั่นเอง
ภาพของMVใช้สัญลักษณ์สื่อแทนความหมายอยู่หลายๆช็อต ไม่ว่าจะเป็นบุคคลผิวสีเผือกที่เป็นตัวแทนของผู้กระทำผิดนั่นเอง
.. จะบอกว่า ผิวเผือกขาวของเขาก็สามารถใช้แทนสัญลักษณ์ของคนที่พื้นฐานแล้วก็มีความดี ทำดีอยู่ในตัวมา  
และมันจะถูกเทสีดำใส่ในภายหลังนั่นเอง ซึ่งไอ้สีดำที่ว่า อาจจะไม่ดำเพราะการกระทำของเขาด้วยซ้ำ

 
แต่ดำเพราะคำพูดของคนในสังคมที่พุ่งเป้าใส่เขาตะหาก!
 

 
        เหมือนที่ภาพสื่อออกมาถึงการรุมด่าจากคนกลุ่มต่างๆมากมายในสังคม ที่มีหลากหลายรูปแบบ
และรวมถึงเหล่าผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด ต่อสังคมที่อ่อนแอเปราะบางในปัจจุบัน ผ่านทางรูปแบบของเพจดังเพจหลัก
ทั้งหลายที่อาจจะกำลังเป็นเหมือนในMVนี้อยู่ ด้วยการเป็นผู้นำและจุด “พลุเรียกแขก” เพื่อเรียกคนในสังคมมายำคนผิดเหล่านี้
ให้จมดินนั่นเอง  มีหลายรูปแบบเลย ทั้งแบบพวกที่ดูเป็นนักวิชาการ พวกคนบ้าคลั่ง  พวกหลุดโลก เหล่าเนตไอดอลโลกสวย
และรวมถึงเด็กเกรียน ที่เราโต้เถียงอยู่บนเนตนั้น  อายุเท่าไหร่พวกเราก็ไม่รู้ ซึ่งในโลกปกติถามจริงเราจะลงไปเถียงกับเด็กหัวโปกเหล่านี้หรือไม่?  
นั่นละครับ Social Network มันนำพาเอาอวตารของบุคคลที่ไม่รู้ที่มาเหล่านี้มา “เผชิญหน้า” กับเราอยู่หลังคีย์บอร์ดทั้งนั้นแหละ
ผู้เขียนเคยเจอมาก่อนแล้ว รู้ดี (ฮา)

 
มันคือเหล่าคนที่ถ้าเจอกันจริงๆเราคงจะไม่ลงไปเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงด้วยแน่ๆอยู่แล้ว เสียเวลา
 
        ในภาพมีการเปรียบเปรยและแทนภาพต่างๆมากมาย รวมถึงจัดจ์เมนท์ผู้เป็นภาพดิจิตอล
ซึ่งก็เปรียบเหมือนการลงโทษกันด้วยความคิดเห็นออนไลน์ตราหน้าเหล่านี้นั่นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้ว
คนที่ถูกสาดถ้อยคำและโยนสีดำใส่เขานั้น ปลายทางแล้วเขาก็จมและกลายเป็นผู้ทำชั่วไม่กี่ครั้งนั้นเป็นตราบาปในใจตลอดไป
ในขณะที่ท้ายเพลงนั้น  ไอ้คนที่รวมกลุ่มกันมายำ ก็หายกันไปหมด เหลือเพียงความเจ็บปวดที่จะติดตัวตลอดไป  
แต่อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นแล้ว เพลงนี้ไม่ได้จะมาปกป้องคนผิด บางช่วงบางตอนของการสาดสีนี้นั้น  
ตัวไอ้เจ้าคนทำผิดก็แลดูจะฟิน และเหมือนจะเสพติดการโดนด่านี่ซะด้วยซ้ำ (โรคจิตชัดๆ)  
ดังนั้น อย่ามองเพียงแค่ด้านเดียว  มองรอบๆด้าน ที่สำคัญที่สุดคือ  ตัวเราเองที่อ่านๆอยู่นี้
คือเหล่ามนุษย์เลเวล1 ที่ถูกผู้นำแห่งความเขลาเหล่านั้น Summonขึ้นมารึเปล่าก็ไม่รู้

 

 
คิดก่อนที่จะทำทุกครั้ง เพราะร่องรอยมันไม่หายไปไหน ทั้งผู้ทำ และผู้ถูกกระทำ  ให้โลกที่trackingกันได้ง่ายๆเหมือนทุกวันนี้
 
        สรุปแล้ว ทั้งเพลงและMV ของ “ทำดีไม่เคยจำ” เพลงนี้ค่อนข้างยอดเยี่ยมและสมบูรณ์มาก
ผมก็ไม่อายที่จะชมเหมือนกันถ้าเพลงมันดี  เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นวงที่เราชื่นชอบและทำอะไรออกมาไม่ดี  
เราเองก็ควรไม่ลังเลที่จะติเช่นกัน เพื่อวงที่เราชื่นชอบจะได้นำถ้อยคำ หรือ “สีดำ”  ที่ว่านี้ไปพัฒนาตัวต่อไปด้วย  
สีดำที่ว่า ถ้ามองมันในแง่ดี มันคือสิ่งที่จะแก้ไขให้เราดียิ่งขึ้นไปอีก มากกว่าจะเป็นสิ่งที่จะมาทำร้ายเพียงอย่างมุมเดียวของการมอง
ซึ่ง Cocktail ถือว่า กล้า บ้า และเสี่ยงมากจริงๆที่ทำเพลงเช่นนี้ออกมาเป็นความแปลกใหม่ให้แก่คนฟังและแฟนเพลงเช่นนี้  
ซึ่งมันมีกระบวนคิดที่มาดีจริงๆ  ดังนั้นเพลงมันถึงดี และน่าจะได้รับการตอบรับจากคนฟังเพลงที่ดีมากๆแน่ๆ  ผมมั่นใจ  
และที่สำคัญ ใครบอกว่าเพลงนี้ไม่ขาย 

 
อยากบอกว่า แม่งโคตรขายเลยเหอะ ให้ตาย!!
 
        เพลงนี้เอาไปเล่นสด ดิ้นกันน้ำหมากกระจายแน่นอน ผมมั่นใจ (555) ใครยังไม่ได้ฟัง ฟังเลย นี่มันคือเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง
และให้ประโยชน์อะไรดีๆแก่คนฟังมาก มากกว่าเพียงแค่จะสะท้อนสังคม แต่ยังให้ความบันเทิง ให้สมองได้ คิด และพัฒนา ..
ดีมากจริงๆ  และสุดท้าย เพลงนี้จริงๆแล้ว  มันมีชื่อจริงของมันอยู่ด้วย  และถ้าใช้ชื่อนั้น  โมเมนตัมจะเปลี่ยนเล็กน้อย
และพุ่งไปหาทางคนทำผิดเลยทีเดียวล่ะ ซึ่งชื่อจริงของเพลงนี้จริงๆแล้วน่าจะชื่อเพลง “หงายการ์ด”  ซะด้วยซ้ำ
.. ก็ท่อนฮุคย้ำคำว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แบบรัวๆ.. เลี้ยวขวาไปบ้านโป่งก่อนซะยังงั้น  นี่มันการ์ดไม้ตายชัดๆ
มันช่างเป็นเพลงที่บันเทิงและต่อยอดความคิดไปได้ไกล
ถึงขนาดผมเขียนรีวิวเพลงเดียวได้ยาวขนาดว่าแทบจะออกพ็อคเก็ตบุคได้อยู่แล้วเนี่ย


 
สรุปสั้นๆนะ  โคตรเจ๋ง!!!!!!!!!    
Close [×]