พลังอันไร้ที่สิ้นสุดของศิลปินที่ต้องดูให้ได้สักครั้งก่อนตาย FOO FIGHTERS Live in Bangkok 2017

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

พลังอันไร้ที่สิ้นสุดของศิลปินที่ต้องดูให้ได้สักครั้งก่อนตาย FOO FIGHTERS Live in Bangkok 2017
 
        นี่คือการรีวิวคอนเสิร์ตที่ต้องบอกได้เลยว่า มันเป็น “หนึ่งในคอนเสิร์ตที่ดีที่สุด” ของศิลปินต่างประเทศ
ที่มาโชว์ให้เราได้ดูกันที่ประเทศไทยนี้เลยสำหรับ Foo Fighters Live in Bangkok 2017 ที่จัดขึ้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ณ สถานที่ Impact Challenger Hall 2 นี่คือคอนเสิร์ตที่ยังไงก็ต้องมาและไม่ควรพลาดเด็ดขาด
แค่ทันทีที่รู้ว่าวงระดับโลกอย่าง FF จะมา ความรู้สึกเดียวที่เกิดขึ้นในใจของแฟนเพลงทั้งพันธุ์แท้ และแฟนเพลงทั่วๆไปนั้น
น่าจะรู้สึกตรงกันว่า  “ไม่ว่ายังไงก็ต้องมาดู”  ขึ้นมาในความรู้สึกชัวร์ๆ อันนี้คือเรื่องจริง
เพราะนี่คือ Foo Fighters วงระดับแนวหน้าของโลกอย่างแท้จริง 

 
ระดับโลกเดินมาเคาะประตูบ้านในรอบสิบยี่สิบปี มีเหตุผลอะไรที่จะพลาด!?
 
        งานในวันนี้นั้นคนเยอะมาก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่ทราบข่าว ทุกคนที่เป็นแฟนของFFก็มารวมตัวกัน
อยู่ที่งานนี้กันหมด คนเยอะมากจริงๆ  ซึ่งเมื่อสถานที่เป็นแชลเลนเจอร์ฮอลล์ และจำนวนคนมหาศาลแบบนี้
ทำให้ตอนเข้างานผมว่ามันมีปัญหาอยู่พอสมควรเพราะรองรับได้ไม่เต็มที่ และกว่าจะได้เข้าไปก็รอต่อกันเหงือกแห้ง
บางคนจึงได้เข้าไปเลทนิดหน่อยและอาจจะพลาดวงเปิดไปบ้าง  ซึ่งวงเปิดในงานของFF ก็คือ Ebola
และ Silly Fools นั่นเอง ขึ้นมาบิ๊วเป็นออเดิร์ฟกันเบาๆก่อนที่เมื่อถึงเวลาแสดงโชว์ราวๆสามทุ่มครึ่ง 

 
        หลังจากที่SFลงก็ต้องยืนรอเช็คซาวด์และอุปกรณ์กันสักพัก ในที่สุด Foo Fighters ก็ขึ้นมาบนเวที
ด้วยพลังที่เอ่อล้นสุดๆ ด้วยสมาชิกครบวงทั้งหมด 6 คน ซึ่งตลอดการโชว์ในวันนี้นั้น สิ่งที่โดดเด่นและประทับใจที่สุดคือ
Performance ของวง Foo Fighters ทั้งวงที่ต้องบอกว่ามันทรงพลังมากที่สุดวงหนึ่งเท่าที่วงดนตรีบนโลกนี้จะมี
โดยเฉพาะในส่วนของ Dave Grohl ป๋าแม่งเหมือนหุ่นรบที่มีเตาพลังงานอนันต์อยู่ในร่างกาย
ที่อัดแน่นไปด้วย Passion ในการเล่นดนตรี  พลังร่างกายที่ไม่น่าจะมาจากผู้ชายอายุ 48 ได้
ในขณะที่ไอ้พวก 20 – 30 ข้างล่างเวทีอย่างเราๆน่าจะหมอบการ์ดตั้งแต่ช่วงกลางๆคอนเสิร์ตแล้ว
เพราะแรงหมดไปกับเพลงช่วงแรกๆจนเกลี้ยง  แต่Dave Grohl  สามารถวิ่ง และ เพอร์ฟอร์มการเล่นดนตรี
แบบเต็มสูบบ้าคลั่ง  รวมถึงว้ากได้แบบเต็มพลัง จนท้ายคอนเสิร์ตแล้วยังไม่มีทีท่าว่าเสียงแกจะตก
หรือพลังจะหมดเลยแม้แต่นิดเดียวไปจนจบงานได้  และออร่าของป๋าที่ต้องบอกว่า แค่ได้เห็นป๋าตัวเป็นๆมายืนให้ดู
ก็สัมผัสถึงพลังได้แล้ว  

 
        นอกจากการแสดงที่เต็มพลังของFF แบบที่ผมเชื่อว่า ภาพวันนี้จะต้องติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของคนดู
ไปอีกแสนนานนั้น วันนี้อีกส่วนหนึ่งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันนั่นก็คือภาคดนตรีที่ต้องบอกว่า สมชื่อระดับ World Class
ซาวด์โคตรดี  มาเต็ม แน่นโคตรๆ อย่างที่หลายๆคนที่ไปดูมาตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เสียง treble จะออกมาเยอะ
ซึ่งผมก็ว่ามันโดดเด่นชัดเจนสุดจริงๆ เป็นเหมือนตัวชูโรง แต่ก็ออกมากลมกล่อม ไม่ได้มากเกินแต่อย่างใด
พอดีๆและก็เหมาะกับดนตรีสไตล์นี้อยู่แล้ว (แค่มาฟังกีต้าร์อย่างเดียวก็คุ้มค่าบัตรแล้ววันนี้!) เสียงbassก็ไม่ได้หายอะไร
ทุกไลน์ฟังได้ชัดมาก และแน่นมากสุดๆ Foo Fighters 6 คนเล่นเหมือนกับเป็นร่างกายเนื้อเดียวกัน
ระบบเสียงถือว่าเยี่ยมไร้ที่ติในงานนี้ อันนี้ชมเลย

 

 
         และต้องบอกว่า การเล่นสดในระดับนี้มัน “โคตรทรงพลัง” ในระดับที่อะไรก็มาทดแทนไม่ได้  
คือถ้าคุณเป็นคนที่รักและชอบเพลงของ Foo Fighters นั้น คุณจะต้องสุดเสียดายที่ไม่ได้มาดู  
เพราะเพลงที่พวกเขาเล่นสดให้เราดู  มันทรงพลังยิ่งกว่าอยู่ในเทป ซีดี แผ่นเสียง ที่ดีที่สุดบนโลกนี้อันไหนๆ  
ไม่ว่าจะฟังเพลงของ FF มากี่พันกี่หมื่นครั้งก็ตาม  ยังสู้พลังที่เอ่อล้นออกมาจากการแสดงสดไม่ได้อย่างสิ้นเชิง  
เพราะนี่คือการทำออกมาให้เห็นสดๆด้วยฝีมือและจิตวิญญาณการเล่นของศิลปินเลยโดยตรง  
ความรู้สึกตรงนี้ชัดเจนมากตั้งแต่ตอนอยู่ในคอนเสิร์ตเลยว่า เพลงในเทปซีดี  
มันคนละจักรวาลกับการได้มาดูสดครั้งนี้จริงๆ  

 
เชื่อว่าคนที่ได้มางานในวันนี้นั้นรู้สึกเช่นเดียวกัน
 
        Foo Fighters เปิดหัวงานด้วยConcert Setlists ที่ต้องบอกว่าหักปากกาเซียนพอสมควร
เพราะเริ่มต้นมาด้วยสุดยอดเพลงอย่าง Everlong นำหัวขบวนมาก่อนเลย ทั้งๆที่ปกติมันจะเป็นเพลงฟินาเล่
ของแทบจะทุกคอนเสิร์ตของ FF เลย แต่ครั้งนี้มาก่อนเลยเพลงแรก ซึ่งปลุกเร้าอารมณ์พลุกพล่านของคนดู
ได้ระดับ 200% เลย ก่อนที่ FF จะเริ่มสาดพลังใส่คนดูอย่างไม่ยั้งตลอดงานชนิดที่เรียกว่า  
วันนั้นคนดูข้างล่าง คลอนหัวตามด้วยความเมามันส์ทุกเพลงจนเรียกได้ว่า “โยกจนเมื่อยคอ”  
กระดูกคอแทบจะหลุดกันเป็นเสี่ยงๆเลย แบบว่า ถ้าเป็นป๋าเดฟพูดก็คงประมาณ
“ถ้าพวกมึงหัวไม่หลุดกูก็ไม่เลิก you motherfuckers” นั่นแหละ (ฮา)  หลังจากฟินและกรี๊ดสนั่นไปกับ Everlong แล้วนั้น
เซ็ตเพลงช่วงแรกๆก็เป็นเพลงที่คุ้นเคยและกระตุ้นคนดูได้อย่างเต็มที่เลย ซึ่งก็ตามมาด้วย Monkey Wrench สุดมันส์
ที่เหมาะกับความสนุกของงานอย่างดีด้วยสไตล์ที่ติดกลิ่นพังค์มาที่สุดเพลงนึง ตามด้วยเพลงเมโลดิคยอดฮิต
ที่ทุกคนรอคอยอย่าง Learn to fly ที่นำมาให้ได้หยุดพักหายใจกันบ้าง (เหรอ?)
เพราะtempo ช้าลงมา(นิ้ดดดเดียว) แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะมันมันส์โยกกันหัวหลุดเหมือนเดิม
และเป็นเพลงที่ผมรู้สึกว่า บรรยากาศมันดีที่สุดโชว์หนึ่งในงานเลย

 

 
        ถัดมาเป็น Something from nothing ที่โชว์พาร์ทดนตรีกันอย่างอร่อย และปิดท้ายความมันส์เซ็ตแรก
แบบบ้าระห่ำกันช่วงต้นงานด้วย โคตรเพลงที่มันส์ที่สุดในสามโลกอย่าง The Pretender ที่คุ้มค่ากับการรอคอย
และโดนสาดดนตรีใส่แบบไม่ยั้งในเพลงนี้ เป็นอะไรที่มันส์สุดๆ ฟินกับโชว์นี้มาก คนดูโดดกันยับอ่ะบอกเลยเพลงนี้
และจากนั้นก็เบรคกันเบาๆด้วยเพลงเก่าของวงที่มาแบบช้าๆให้ได้หายใจกัน นั่นก็คือ Big me
ที่คนดูร่วมร้องได้ประทับใจมากอีกโชว์หนึ่งเลยเชื่อว่าทุกคนคงจะจำความรู้สึกนี้ได้  หลังจากนี้ก็เป็นพาร์ทงานใหม่ๆบ้าง
เพลงล่าสุดของงานปี2017นี้เลยก็คือ Run หนึ่งในสองเพลงจากอัลบั้มล่าสุดปีนี้อย่าง Concrete and Gold  
ตามด้วยเพลงเมโลดี้ยียวนเก๋าๆอย่าง This is a call และการโชว์ร้องนำของเฮียเทเลอร์ ฮอคินส์
มือกลองสุดจ๊าบของพวกเรา กับเพลงแต่งที่มีชื่อว่า Cold day in the sun ที่เขาได้ร้องเอง
และให้ป๋าเดฟได้พักเสียงด้วย วิ่งเล่นกีต้าร์ และร้องประสานอย่างเดียว 
ตามมาด้วย Concregation จากอัลบั้มก่อนล่าสุดนี้ Sonic Highways กีต้าร์สุดแสบทรวง / ตามมาด้วย
เพลงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดของ FF อีกเพลง นั่นก็คือ Walk นั่นเอง แค่ฟังเสียงร้องของป๋าก็สุดยอดแล้ว
ยิ่งตอนดนตรีขึ้นเต็มนี่เป็นโมเมนต์ที่ดีเอามากๆ  จากนั้นก็บิ๊วต่อเนื่องกันด้วยเพลงจากชุดเดียวกันปี2011
กับเพลง Rope  อินโทรกีต้าร์นี่แม่งพีคจริงเพลงนี้  เพลงของ FF ทุกเพลงที่เล่นนี่คือ
คัดมาแบบเน้นๆแล้วจริงๆ ยังจำได้อยู่เลย

 
        และแล้วก็ถึงเวลาของเพลงที่ทุกคนรอคอยที่จะร้องตามอยู่ นั่นก็คือสุดยอดเพลงอย่าง My Hero  เอาจริงๆนะ
แทบจะฟินตายตั้งแต่อินโทรดนตรีแล้ว แม่งเป็นอะไรที่ดีมากเพลงนี้ และก็สมศักดิ์ศรีที่เป็นไฮไลต์อีกหนึ่งเพลงของงาน
โชว์นี้คือกระหึ่มจริงๆที่ทุกคนช่วยกันร้องตามเป็นเสียงเดียวกันทั้งฮอลล์  เพลงนี้ประทับใจจริงอะไรจริง
ถ้าคนไม่ได้มาดูจะเสียดาย ก็เสียดายที่เพลงนี้แหละวะ! เพราะบรรยากาศโมเมนต์นั้นโคตรรดี

 
        These day คืออีกโชว์ที่ผมชอบมากในคอนเสิร์ตนี้  สามารถใช้คำว่า ไพเราะ  ได้กับเพลงนี้เลย
โดยเฉพาะการโชว์การร้องของเขา ซึ่งเสียงจากstudio versionก็ว่าเพราะมากแล้วนะ เจอร้องสดเข้าไป หงายหลัง
เพราะมันดีเอามากๆ โชคดีที่ได้ไปฟัง ก่อนที่ถัดมาจะเบรกพักหายใจด้วยเพลงที่ป๋าแกบอกว่ามันเป็นเพลง
“แปลกประหลาด”และหลายคนอาจจะไม่ได้ฟังอย่าง “Skin and Bones” (ป๋าจะบ้าเหรอ นี่มีแต่แฟนๆFFนะ
 เพลงนี้จะรอดหูได้ไงฟะ 5555  พูดมากเดี๋ยวกูโดนด่าmotherfuckersอีกแน่ะ!) แถมขนาดเพลงมาฟีลคันทรี่ขนาดนี้
ท้ายเพลงแม่งยังมีช็อตปล่อยของ จัดดนตรีเต็มเหมือนเก็บกดพลังมาทั้งเพลงแล้วค่อยสาดให้เละกันท้ายเพลง
หนักหน่วงกว่าstudio versionอีก คือแรงมาก มันส์มากจนไม่คิดว่าเป็น Skin and Bones ที่เคยฟังเลย
เพราะของจริงแม่งเหนือคำบรรยายจริงๆครับ

 
        และแล้วก็มาถึงไฮไลต์ที่แฟนเพลงรุ่นหลังๆอายุน้อยหน่อยแบบผู้เขียนรอคอย เพราะนี่คือประตูบานแรก
ของผมกับ Foo Fighters นั่นก็คือเพลงฮิตที่ ปกติจะใช้เล่นเปิดคอนเสิร์ตเป็นเพลงแรกสุด นั่นก็คือ All my life นั่นเอง
ที่ภาพดีกีต้าร์ในเงามืดๆยังคงติดตามาจนถึงทุกวันนี้ และนี่ก็เป็นโชว์ที่ทุกคนรอคอยเช่นกัน  เป็นอะไรที่ฟินมาก
เป็นความดิบถึงที่สุดที่มันส์สุดตีนมากๆที่สุดโชว์หนึ่งของงานวันนั้น และก็เป็นตัวบ่งบอกให้รู้ด้วยว่า
นี่น่าจะเป็นการโหมโรงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมหากาพย์ฟูไฟเตอร์คืนนี้แล้ว  ก่อนที่จะเพลงฮิตอย่าง Time like these
จะขึ้นมาที่ให้ฟีลเหมือนที่เราได้ยินจากเพลงมาเป็นประจำแบบเป๊ะๆมากโดยเฉพาะฮุค
ยังจำได้จนถึงตอนเขียนนี้เลยความรู้สึกนั้น.. แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงปีศาจในภาคดนตรี
ที่ทรงพลังสุดๆอยู่แล้วเพลงนี้ ดีงามมาก

 
        เพลงที่หลายๆคนเซอไพรส์และเป็นเดบิวต์นั่นก็คือ Generator เพลงเก่ามากเพลงหนึ่งที่นำมาเล่นในงานนี้
และน่าประทับใจจริง โดยเฉพาะสาวกสายเดนตายพันธุ์แท้น่าจะถูกใจกับเพลงที่ไม่ค่อยได้ยินเล่นแบบนี้
ก่อนที่เพลงที่ทุกคนคาดหวังและรอคอยอยู่อย่าง Wheel ที่แค่ป๋าเดฟพูดชื่อขึ้นมาก็ชูมือแล้วเพราะรอจริงๆ
เพลงนี้ดนตรีเพราะจริง โดยเฉพาะท่อนฮุคที่ร้องตามได้ง่ายๆ และเป็นฮุคที่ผมปลื้มมากที่สุดเพลงหนึ่งของ FF
ตอนฟังเพลงก็ประมาณหนึ่ง แต่พอมาฟังป๋าเดฟร้องในคอนเสิร์ต  มันใช้คำว่า “เป็นการร้องที่โคตรเพราะ” ได้เลย  
คือไม่ต้องว้าก แต่เป็นการร้องเมโลดี้ที่สวยงามและทรงพลังในเวลาเดียวกัน  เป็นโชว์ที่ดีมากๆ 

 
         คือคอนเสิร์ตนี้มันอิ่มตั้งแต่ต้น จนมาถึงเพลงนี้ก็ยังไม่หยุดหย่อน ประทับใจกันตลอดงาน
และก็โยกกันจนเหนื่อย แต่ผู้ชมก็สู้มากๆไม่แพ้ศิลปินเลยทีเดียว ผมสังเกตได้จากบริเวณงาน  
ตรงแถวนั่งด้านหลังด้านข้างไม่ได้หันไปดูเท่าไหร่เลยไม่รู้ แต่ที่แน่ๆโซนบัตรยืนนี่ เต็มที่ตลอดงานจริงๆ
นับถือพวกคุณทุกคนในงานวันนั้นจริงๆ  Wheel คือโชว์ที่ดีมากจริงๆ

 

 
        เพลงต่อมาที่ใกล้จะถึงฟินาเล่นแล้ว ก็คือเพลงที่ให้กลิ่นอายกรันจ์ที่เราคุ้นเคยของยุค 90’s ชัดเจนมากที่สุดเพลงหนึ่ง
ซึ่งก็คือเพลงเก่ารุ่นเดอะของวง อย่าง I’ll stick around และเป็นเพลงที่คนดูแหกปากตะโกนร้องตามกันได้สะใจ
เต็มปากชะมัด ก่อนที่ตาพี่เทย์เลอร์มือกลองจะได้เปลี่ยนมาสลับร้องให้บ้างกับเพลง Sunday Rain
ที่เป็นnew unreleased song อันแสดงให้เห็นว่า ถ้าวันไหนป๋าขี้เกียจร้อง ก็ยืนเล่นกีต้าร์อย่างเดียวไปเลยก็ได้
หากต้องการ (ฮา)  ซึ่งน่าสังเกตว่า ตำแหน่งการยืนของสมาชิก FF ส่วนใหญ่จะยืนเป็นformationนี้ทุกคอนเสิร์ตเลย
จากที่สังเกต และเวลาพี่เทย์แกร้อง ป๋าเดฟก็จะเดินไปข้างๆ ซ้ายขวาหลบกลางให้นั่นเอง
(จริงๆแวบไปจิบ จิบตลอด เห็นนะโว้ยป๋า ถถถ ) ป๋าแพทก็จะอยู่ทางขวามือของผู้ชม
ซึ่งป๋าแพทเป็นอีกคนที่ผมชอบหันไปมองแกมากเวลาเล่น เห็นแล้วโคตรฟิน / พี่เทย์แก แน่นอนอยู่แล้วว่า
คนที่เพอร์ฟอร์มได้สะใจมากรองลงมาจากป๋าเดฟ ผมให้พี่เทย์แกนี่ละ เห็นสุดๆแล้ว การหวดกลองแต่ละลูกนั้น
แกหวดสุดตัวจริงๆ Passion มาเต็มเช่นกันชนิดว่า ถ้าไม่ต้องห่วงนั่งติดกลอง แกคงวิ่งไปมาเหมือนกันแล้ว 

 

 
        ลีดกีต้าร์ทะลวงดากทางซีกซ้ายของคนดูของป๋าคริสก็แน่นอนไม่แพ้กัน แม้อาจจะไม่ได้ออกแอคชั่นมาก
แต่เสียงกีต้าร์พี่คือดาบที่คมที่สุดบนโลกนี้เลย / มือคีย์บอร์ดใหม่แกะกล่อง รามี่ มาแบบหล่อๆพร้อมด้วยโชว์เล่นหีบ
เพลงaccordion และคีย์บอร์ดเพิ่มมิติเสียงสวยๆให้กับ FF อยู่ด้านหลังเฮียคริส และป๋าเนทผู้เป็นกระดูกสันหลังของฟูไฟเตอร์
ก็ยืนประจำตำแหน่งอยู่ใกล้ๆเฮียแพทนั่นเอง ซึ่งที่พูดนี้เพื่อจดจำภาพ และเป็นการตอกย้ำว่า สิ่งที่เป็นไฮไลต์ของงานคือ
Performance ของศิลปินทั้งวง โดยเฉพาะพลังล้นทะลักไม่มีหมดสิ้นของ Dave Grohl คือสิ่งที่จะหาซื้ออีกได้ยากมาก
ถ้าไม่ได้ตามไปดูสดจริงๆ มันคุ้มค่าสุดๆที่ได้เห็นนักดนตรีระดับโลกวงนี้มาเล่นให้เป็นบุญตาเช่นเมื่อคืนนี้

 
        เข้าสู่สามเพลงสุดท้ายของงาน และป๋าเดฟแกก็พูดไว้กลางเวทีเลยว่า ไอ้ประเภท เดินกลับไปหลังเวที
ปิดไฟ แล้วค่อยกลับมา “ต๊ะเอ๋ เค้ากลับมาแล้วนะ” แบบนั้นคงจะไม่มีแน่นอน (ฮ่าๆๆ) แกจะเล่นจนกว่าจะรู้สึกว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างมันพีคจนถึง “จุด” ที่พวกแกพอใจแล้ว และรวมทั้งสรรพางค์คืนนั้นแล้ว
รวมทั้งหมดปล่อยของมา 24 เพลงแบบเต็มข้อตะบันไม่ยั้งยั้นเพลงสุดท้าย เป็นอะไรที่คุ้มมากจริงๆ
เมื่อเทียบกับงานอื่นๆของศิลปินระดับโลก บางงานแบบว่า เราชอบก็จริง แต่แบบ เฮ้ยจริงดิจบแล้วเหรอ
แปปเดียวเองวะยังไม่อิ่มเลย  

 
แต่ไม่ใช่กับงานนี้แน่นอน เพราะรอบนี้บอกเลยว่าเต็มอิ่มจนเกินพอ
 
        Breakout คือเพลงที่มันส์ที่สุดเท่าที่ผมจำได้อีกโชว์หนึ่งของเมื่อคืนเลย  และเป็นเพลงที่คิดว่า
น่าจะเป็นการ “ปลอ่ยของให้ดูกันแบบจะจะ”  ที่สุดของเมื่อคืนแล้ว เพราะนี่คือเพลงท้ายๆที่เล่นมานานโคตรๆแล้ว
ยี่สิบเพลง แต่ป๋าเดฟโชว์ว้ากให้เห็นแบบเต็มเสียงจนผมต้องร้อง เชรี่ยยยยยยย แบบนี้ไม่รู้กี่ครั้ง
เพราะแกเสียงไม่ตกเลยแม้แต่นิดเดียว และนี่ก็เป็นเพลงที่มันส์ที่สุดเพลงนึงจริงๆที่แกว้ากให้ได้ยิน สะใจโคตรๆ  
ก่อนที่ เพลงรองสุดท้ายจะเป็นเพลงที่ ปล่อยแบบสดๆร้อนๆ เลยสำหรับ The sky is a neighborhood
เพลงที่มีกรูฟการร้องที่สะใจกระแทกปากสุดๆเพลงหนึ่ง และน่าจะเป็นที่ถูกใจไม่แพ้เพลงเก่าๆ
สำหรับสาวกของ FF แน่นอน คนร้องตามอาจจะน้อย แต่พลังแน่นระอุเหมือนเดิม
ก่อนที่จะเดินทางมาจนถึงเพลงสุดท้ายของโชว์ในที่สุดที่เป็นฟินาเล่ของคอนเสิร์ตในประเทศไทย
ซึ่งก็เหลือเพลงไฮไลต์เพลงสุดท้ายนั่นแหละที่ยังไม่ได้เล่น นั่นก็คือ Best of You
ที่ผมว่ามันเป็นเพลงที่ป๋าเดฟแหกปากได้ถึงใจที่สุดเพลงหนึ่งของ Foo Fighters 

 
        และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเพลงนี้ทุกคนในฮอลล์ร้องตามกันกระหึ่มชนิดที่เรียกว่า
ขนาดท้ายคอนเสิร์ตแล้ว ทุกคนยังเหลือพลังที่จะมาร้องกับเพลงนี้ได้  ไม่ต้องพูดถึงศิลปินที่พลังไม่ตกเลย
แม้แต่กระผีกเดียว  เป็นพลังในโชว์สุดท้ายที่จะทำให้ทุกคนในงานวันนั้น จำภาพนี้ไปอีกนานแสนนาน
และปิดคอนเสิร์ตไปแบบโคตรฟิน (ไม่ต้องมีมุกอังกอร์ด้วย ไม่อินมุกแบบนั้นเหมือนกัน 555)
สมาชิกวงทั้งหกคนมายืนโค้งต่อหน้าแฟนเพลงที่ปรบมือให้แบบกึกก้อง  เป็นการปิดงานที่สมบูรณ์แบบ
และประทับใจที่สุดเท่าที่เราจะได้มีโอกาสดูศิลปินระดับโลกที่มาเยือนถึงเมืองไทยเช่นนี้ 

 

 
        สรุปแล้วนั้น Foo Fighters Live in Bangkok 2017 คือคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง
ของศิลปินต่างประเทศที่ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ได้มาดูจะประทับใจและจำภาพวันนี้ไปอีกนานแสนนาน
สำหรับการรอคอยที่สิ้นสุดลงแล้วสำหรับ Twenty Fucking Years อย่างที่เราทราบกันมาแล้วว่า FF
เคยมาเมืองไทยแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ในปี 1996 กับ Sonic Youth และ Beastie Boys
ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก  ซึ่งเรื่องนี้นั้นผมว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับการรอคอย  
มันยิ่งกว่าศิลปินที่ “ไม่เคยมา” เมืองไทยอีกด้วยซ้ำ เพราะนี่พวกเขามาตั้งแต่ปี96
และช่วงระยะเวลาการรอคอยของแฟนเพลงตลอดยี่สิบปีนี่มันโคตรจะยาวนานจริงๆ  
รวมถึงคนที่ยังไม่เคยดูด้วย FFได้มาอีกครั้งก็คืองานครั้งนี้เลยครั้งแรกสำหรับหลายๆคน
ซึ่งนี่คือความฝันที่เป็นจริงของพวกเรา ส่วนรุ่นเดอะที่เคยดูในครั้งนั้นแล้วด้วย
ก็เหมือนการได้เจอเพื่อนเก่ากับความทรงจำประทับใจที่ยังไม่ลืมเช่นกัน   

 

 
        ผมคงไม่กล้าที่จะให้คะแนนคอนเสิร์ตนี้ นอกจากคำนิยามตูมเดียวรู้เรื่องว่า
นี่คือคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดในชีวิตอีกครั้งหนึ่งจริงๆ ที่ได้เห็นการแสดงที่ทรงพลังไม่มีหมดระดับโลกเช่นนี้  
ด้วยผลงานดนตรีที่เป็นที่ยอมรับของ “คนทั้งโลก” พร้อมด้วยสตอรี่ และเรื่องราวมากมายของวง  
แต่มาเปิดการแสดงให้เราได้ดูกันแบบไม่มีกั๊ก และรับรู้ได้จริงๆว่า ฟูไฟเตอร์มอบใจให้กับแฟนเพลงที่บ้านเรา
แบบหมดใจเช่นเดียวกัน  ไม่มีอั้นเลย เรื่องขำๆที่ทุกคนจำได้ก็คือ ป๋าบอกว่าถ้าเล่นหมดทุกเพลงของFF
ร้อยสองร้อยเพลงคงจะจบ 7 โมงเช้าแน่ๆเอาไหม แต่เขาอาจจะไม่กลับมาแล้วนะ
(55555 รวดเดียวเอาให้หมดแล้วไม่ต้องเจอกันอีกเลยตลอดชาติ)  แต่ผมขอเป็น เล่นไม่หมด
แต่ป๋าช่วยมากันบ่อยๆหน่อยแบบนั้นจะดีกว่านะ เป็นมุกที่แกเล่นตลอดงาน
แถมมีนับให้ด้วยว่าเหลืออีก 130นะ เอาหมดเลยไหม  ขอแบบนี้แหละกำลังดี

 
แต่รอบหน้าอย่าให้ถึง 20ปีเลยนะป๋า  นานไป๊!!!
 
        จริงๆแล้ว ผมอยากจะเขียนไว้บทหัวบทความว่า ตามความรู้สึกแล้วนั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ของ Foo Fighters ปี2017 นี้นั้น
น่าจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งที่ “ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย”  เพราะ timing มันเหมาะเจาะและลงตัวมากที่สุด
เพราะห่างหายไปนานมากจริงๆ ยี่สิบปี และได้กลับมาอีกครั้ง  แฟนเพลงจึงมีความรู้สึกที่รอมานานในที่สุดก็มาไทยซะที
ความรู้สึกในการดูแบบนี้มันจะสด และ “กระหาย” ในการเสพมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ  และในเวลาที่แฟนเพลงกำลังสุกงอม
ส่วนทาง FF เองก็อยู่ในช่วงวัยที่สามารถยังเล่นคอนเสิร์ตได้แบบเต็มพลังสูบเช่นนี้อยู่  ผมว่า ครั้งนี้คือ
“ช่วงเวลาที่ดีที่สุดระหว่าง Foo Fighters กับแฟนเพลงชาวไทย” จริงๆ  เป็นคอนเสิร์ตที่ประทับใจ
และทรงพลังสุดๆ ซึ่งใครที่รัก FF และไม่ได้มา ต้องบอกว่ามันน่าเสียดายมากจริงๆ  
คุณรู้ คุณเห็นว่า Foo Fighters ทรงพลังขนาดไหนแล้วนั้น  มาดูสด จะรู้ได้เลยทันทีว่า พลังมันต่างกันลิบลับจริงๆ
ไม่ว่าจะต่อให้เสพจากสื่อทันสมัย เสียงดี ลำโพงเทพ มีแว่น VR ยังไงก็ตาม
มันไม่มีทางเท่ากับบรรยากาศที่ทุกคนได้ไปซึมซับพร้อมกันวันนั้นจริงๆ


 
ยิ่งกว่าความประทับใจ มันคือภาพจำที่จะติดตรึงไปอีกนานเลยจริงๆ..


c
redit ภาพ : Billboard Thailand
Close [×]