รีวิว Justice League สหบาทพิฆาตแมลง บางครั้งคำว่า “ดูเอามันส์อย่างเดียวอย่าคิดมาก” ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน[Spoiled]

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

รีวิว Justice League สหบาทพิฆาตแมลง บางครั้งคำว่า
“ดูเอามันส์อย่างเดียวอย่าคิดมาก” ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน[Spoiled]

 

 
Review Scores : 8 / 10
 
        สิ้นสุดการรอคอยของแฟนบอยทั่วพื้นพิภพ เมื่อหนังรวมฮีโร่ของค่าย DC ในที่สุดก็ได้ฉายเสียที
สำหรับ Justice League หนังฮีโร่ฟอร์มยักษ์ที่ทำการรวมเอาฮีโร่ระดับแม่เหล็กมาไว้รวมกันมากที่สุดครั้งแรก
ของค่ายDC ทั้งแบทแมน วันเดอร์วูแมน ซุปเปอร์แมน เดอะแฟลช ไซบอร์ก และ อควาแมน 
ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของค่ายนี้ 

 
       ก่อนหน้านี้จักรวาลของDCEUนั้นก็มีหนังของ ซุป วันเดอร์วูแมน และ BVS รวมถึง Suicide Squad ออกมา
ให้เราได้ดูกันไปก่อนแล้ว แต่ก็ถือว่า วิธีการของWBในการเข็นหนังออกมาในลักษณะนี้ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง
เพราะมันมีหนังปูมาเพียงไม่กี่เรื่อง ก่อนที่จะมาเป็นหนังรวมฮีโร่เลย
แล้วค่อยจะไปแยกหนังเดี่ยวของอีกแต่ละคนในภายหลัง

 

 
       การปูพื้นยังน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังฮีโร่ของทางฝั่งมาร์เวลที่ จะเป็นเรื่องแต่ละตัวก่อน
แล้วค่อยมารวมเป็นหนังใหญ่ ซึ่งทางนั้นมาดีมาก แต่บอกไว้ก่อนว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นติ่งฝั่งไหน
เพราะดูทั้งสองค่าย ไม่มานั่งแยกค่ายด่ากันทะเลาะกันแบบเด็กๆ ซึ่งไร้สาระมากๆ
เรื่องแบบนี้ผมเคยเจอมาตั้งแต่ยุค90 ทะเลาะกันเรื่องอาร์เอส แกรมมี่ไปนานแล้ว แบบนั้นเลิกแล้ว (555)
ดังนั้น สิ่งที่หนังDCเสียเปรียบมากคือไม่มีเวลาปูพื้นนี่แหละ ดังนั้น การจะมาเริ่มอะไรภายในหนังรวมเลย
สำหรับฮีโร่ใหม่อีกสองสามตัวที่จะเอาเข้ามานั้น  ถือว่าลำบาก และไม่มีทางทันแน่นอน
สำหรับเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้  และนั่นก็ดันเป็นปัญหาที่โคตรใหญ่ อย่างที่คาดไว้จริงๆ

 
นั่นก็คือปัญหาของการปูพื้นตัวละคร อันเป็นปัญหาหลักของ Justice League เรื่องนี้เลยจากที่ไปดูมา
 
       ซึ่งนั่นหมายความว่า หนังมันถูกลดดีเทลไปเยอะมากด้วยกรอบของหนังรวม ที่ต้องเดินเรื่องเร็ว
รีบจบ ซึ่งมันดูง่ายและเป็นเส้นตรงเกินไป และที่สำคัญคือ “ซับพลอต”  หรือเนื้อเรื่องย่อย ที่ควรจะมีนั้น 
ไม่มีเลย ดังนั้น เรารู้เรื่องของ ไซบอร์ก  เดอะแฟลช อควาแมน น้อยมาก ถึงมากที่สุด 
ปูนิดเดียวจริงๆ จากนั้นเดินมารวมทีมกันเลยครบองค์ประชุม

 
WTF
 
        นี่ก็ปัญหาเรื่องนึงแล้ว ซึ่งก็คือปัญหาหลักๆของจัสติซลีกเลย คือการเล่าเรื่อง ปะติดปะต่อเรื่อง
ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากการเปลี่ยนตัวผู้กำกับ ตัดเนื้อเรื่องออก หรืออะไรก็ตามนั้น ไม่ใช่ปัญหาของคนดูเลยที่ต้องมาเจอตรงนี้ 
แต่คุณดันปล่อยให้เกิดขึ้นมาได้  ผมถือว่าตรงนี้พลาด และทำออกมาได้เละมากในเรื่องของการตัดต่อและเล่าเรื่อง
ซึ่งก็คือปัญหาเดิมๆมาตั้งแต่ตอน BVS แล้ว

 
แต่ผมว่า BVS พีคกว่า ดีกว่า Justice League เยอะมาก เรื่องนั้นคนก่นด่ายังไง ผมก็ให้10/10 เรื่องนี้ได้แค่8 คิดเอาเองแล้วกัน!
 
       อันนี้อาจจะเป็นปัญหาที่นโยบายด้วยส่วนหนึ่งที่เลือกที่จะเข็นหนังรวมมาเลย
ไม่ทำปูพื้นก่อนหลายๆเรื่องที่มากพอ และดันเอายัดมาเพิ่มอีกสามตัวแบบเต็มๆ
(ไม่เหมือนของอีกค่าย อย่าง แบล็คแพนเธอร์ ที่ออกมาในแคป3 เขาก็เอาออกมาแค่นิดเดียว
ไม่ต้องเด่นมาก ค่อยมาขยายทีหลัง)  แต่กับ JL เอาเข้ามาอีกสาม แถมเด่นทุกตัว

 
        มันก็เลยมีปัญหาของการรวบรัดเรื่องราวเช่นนี้เอง ทุกอย่างดูง่าย  คือเรื่องเหตุผลการรวมตัว
ที่แต่ละฮีโร่ยอมรับมาร่วมทีมด้วย  มันแลดูง่าย อย่างเดอะแฟลชนี่ก็พอเข้าใจ แต่อควาแมน  ไซบอร์ก
ก็ดูจะไม่มีอะไรตามไปด้วย สรุปไอ้สามตัวนี้มาร่วมทีมแบบง่ายๆ ไม่มีอะไรพีคเลยสักอย่าง

 
แถมฉากปรากฏตัว ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย!!!
 
       คือเรื่องนี้สำหรับผมแม่งโคตรสำคัญมาก เพราะพวกสามตัวนี้ คือฮีโร่ที่เพิ่งจะมาปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้แบบเต็มๆ 
แต่กลับไม่ให้ฉากโชว์ตัวเท่ๆเลย อยู่ดีๆก็โผล่ออกมาเต็มชุด เต็มยศแบบดุ่มๆเลย (โดยเฉพาะเดอะแฟลช)
คืออยากบอกว่า  ช็อคมาก  เล่นง่ายๆแบบนี้ ไม่ต้องมีimpactอะไรเลยเหรอ(วะ) 
รู้นะว่าเดอะแฟลช มันเคยออกมาแล้วรอบสองรอบตอน BVS และ Suicide Squad
แต่แบบ จะโชว์ชุดเต็มๆ  ขอเท่ๆหน่อยก็ไม่ได้  อควาแมนก็ไม่ได้ใช้ความเถื่อนให้เป็นประโยชน์
ส่วนพี่หุ่นจืดจางไซบอร์กนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย ไม่มีอะไรประทับใจ

 

 
       สิ่งที่สำคัญที่สุดของแฟนบอย คือเรื่องนี้เลย แต่คุณกลับไม่ใส่ใจ  มารวมๆยัดๆ อยู่ดีๆก็ฟอร์มทีมไปตบแมลงกันง่ายๆ 
โคตรจะไม่ประทับใจอะไรเลยในเรื่องการปูพื้นให้สมาชิกคนอื่นๆ ค่อนข้างผิดหวังมาก

 
        นี่คือปัญหาหลักเรื่องแรกของหนังเรื่องนี้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็น่าจะมีความซีเรียสไม่แพ้กัน
ซึ่งผมบอกเลยว่า อันนี้ก็ย่ำแย่ และแย่กว่าเรื่องก่อนหน้านี้ที่ด่าๆกันอย่าง BVS อีก
นั่นก็คือเรื่องปัญหาของ “ความพีค” ของหนัง โดยเฉพาะในฉากต่อสู้  อยากบอกว่า 
แบทซุป มันมีพีคเยอะมาก  ไม่ต้องพูดถึงหนังเดี่ยว WW ที่ขึ้นหิ้งระดับเทพไปแล้ว 
แบทซุปผมอื้อหือ โหว ฯลฯ เยอะมาก และความพีค ความดีงามของมันเพียบ 
แต่กับ จัสตัซลีก  แทบจะไม่มีความพีคเกิดขึ้นเลย น้อยมาก เหมือนทุกอย่างมัน “ไปไม่สุด” 
นี่ทำให้ความรู้สึกหลังออกจากโรงมา มันไม่ถึงกับฟินสุด กับฉากใดฉากหนึ่ง

 


 
        อันนี้สำคัญมาก เรื่องนี้เรื่องเดียว ครอบคลุมปัญหาทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น บอส สเตฟเฟนวูล์ฟ
ที่ มีชะตากรรมเดียวกันกับ อัลตรอน คือ แพ้ได้กระจอกงอกง่อยมาก ตายแบบเซ็งๆ ไม่มีอะไรพีค
แบบว่า เฮ้ยมึงแพ้แบบนี้เหรอ  มันไม่พีค ไม่รู้สึกเลยว่า นี่เป็นบอสที่น่ากลัวทรงพลัง
แม้จะรู้ว่า นี่เป็นแค่ระดับปลายแถวเองเมื่อเทียบกับดาร์คไซด์ ที่เขาปูไว้เป็นบอสใหญ่อีกทีนึง 
แต่มันก็ควรจะเก่งกว่านี้หน่อย หรือไม่งั้น ฉากมันควรจะสุด ควรจะพีคกว่านี้ตอนแพ้ 
อย่างตอนที่เจอดูมส์เดย์  ที่ซุปพุ่งหอกใส่  เทียบกันไม่ได้เลย คนละชั้น 
อันนั้นพีคมาก สะใจ และสุดมาก 

 
มันคือจุดพีค ที่หนังทุกเรื่องควรมี  แต่จัสติซลีก ไม่มี..
 
        ผมเจ็บปวดมากที่หนังออกมาเป็นแบบนี้ และรู้มาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในหนัง โดนตัดออกไปเยอะมาก
ดูเทียบจากเทรลเลอร์เอาก็รู้แล้วว่า มันหายไปเยอะ จนในที่สุดก็ทำให้ทุกอย่างมันไม่พีคเท่าที่ควร 
ฉากต่อสู้ที่ประทับใจที่ดึงอารมณ์ต่อเนื่องได้จริงๆ คือฉาก JL ปะทะกับ ซุป ที่เกือบจะเข้าสู่โหมดดาร์คนั่นเอง 
ซึ่งพวกเขาอาจจะพยายามปูเข้าไป Injustice ในอนาคตก็ได้ใครจะรู้ แต่โดยรวมแล้ว 
ความพีคอยู่ที่ตรงนั้นแหละ ช่วงปะทะกันนั่นคือความดีงามของอารมณ์หนังมากๆ สะใจสุด
แต่นอกจากนั้นก็ นะ.. มันเลยทำให้ทุกอย่างเพลนๆไป เพราะไม่มีจุดพีค 

 
       นี่คือ สองปัญหาหลักๆ นั่นคือการเล่าเรื่องปูพื้น ที่น้อยมาก และจู่ๆก็มายัดรวมทีมกันเลย 
และเรื่องที่สองคือ หนังขาดความพีค  คือปัญหาใหญ่ของจัสติซลีก ที่อาจทำให้หนังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
แต่สิ่งที่ยังดีอยู่ ก็ยังมีอีกมากให้พูดถึง อย่างหนึ่งก็คือ งานภาพ ที่ถือว่ายังดีที่ไม่ผิดฟอร์มมาก ภาพสวย โทนสีดี 
โทนหนังที่ปรับมาให้ดูสว่างกว่าเดิม ไม่ตึงเครียด ไม่ดาร์คหม่นหมองประคองอารมณ์ตลอดเหมือนเดิม
อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ เดอะแฟลช ที่น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะแบก มากกว่า
ในด้านของความตลก ความสว่างของหนัง ที่ช่วยได้เยอะ (รวมถึงภาพสวยๆเวลาแฟลชใช้สปีดฟอร์ซด้วย
ช่วยหนังได้เยอะ  แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งที่แฟลชทำได้ ซุปก็ทำได้ จริงๆตรงนี้น่าจะให้เกียรติความเร็วของแฟลชหน่อย
ทำให้มันหมองไปเลยว่า ซุปก็ทำได้นี่หว่า แล้วแฟลชมาทำอะไรวะ)

 
แต่รู้สึกว่า เหมือนWBและหนัง DC จะพยายามทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง
 
        เรื่องทิศทางของหนัง จริงๆมาแบบมืดๆ โทนหนังไม่ต้องมาสว่าง เป็นแบบที่ตัวเองเป็น
น่าจะดีกว่าการพยายามที่จะดูความสำเร็จของมาร์เวล แล้วพยายามปรับโทนหนัง 
ผมอยากให้เขามุ่งมั่นเดินไปในทิศที่ตัวเองวางเข็มทิศไว้แล้วมากกว่า การกลับมาเป็นแบบนี้บางครั้ง
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าผิดหวัง สับสน หรือไม่มีความเป็นตัวเอง แต่เอาเถอะ ทำไงก็ได้ให้หนังมันสนุกก็พอ
เรื่องพวกนี้เรื่องรอง  ไม่ว่าจะสนุกแบบเด็กๆ หรือสนุกแบบดาร์คๆผู้ใหญ่ๆก็ตาม มันดีคนละแบบ
หนังมาร์เวลก็มีข้อดีของมัน หนังDCเองก็เช่นกัน ควรจะเป็นตัวเองมากกว่านี้

 

 
        งานอาร์ต งานภาพ ยังถือว่าดีสุดยอดอยู่ และผมไม่มานั่งจับผิดว่า กราฟฟิคลอย
อะไรหรอก เพราะโดยรวมผมว่าก็โอเค และภาพสวย โทนสีแจ่มมาก เหมือนเดิม อันนี้เป็นสิ่งที่รักมากในหนังDC
ดังนั้นจะออกมาอีกกี่เรื่อง ผมก็จะต้องไปดูอยู่ดี ไม่ว่าหนังจะสมบูรณ์แบบก็ตาม
ส่วนฉากแอ็คชั่นที่ว่าไม่พีคนั้น ก็ไม่พีคจริงๆ (อ้าว)  แต่หลายๆฉาก โดยรวมมันก็เป็นการบู๊สนั่น
ที่เหมาะสำหรับการเป็นหนังต่อสู้ได้ดี ทั้งเตะต่อย ฟันดาบ ยิงปืนใหญ่ ฯลฯ 
ผมว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน เพียงแค่มันไม่พีคเท่านั้นเอง 

 

 
        ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่ซาวด์ดนตรีประกอบหนังด้วย ผมว่านี่ก็ปัญหา มันทำให้ฟีลไม่พีคด้วยส่วนหนึ่ง
อย่างที่เรารู้กันว่าใครทำเพลงของหนังภาคนี้ มันไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดเลย เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆก่อนนี้

 
        ดังนั้นสรุปโดยรวมแล้ว ยังไงซะ คุณจะพลาดได้เหรอ การรวมฮีโร่ในตำนานของทีมจัสติซลีก ค่ายDC
ที่มีฮีโร่แม่เหล็กมากันเพียบ โดยเฉพาะแบทแมน ซุป และแม่แกล WW เดอะแบกDC ตัวจริงที่ แม้กระทั่งในเรื่องนี้
แอร์ไทม์ของเธอยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ ซุปเองที่มาโทนสว่างขึ้นกว่าเดิม หลังจากคืนสติมาแล้ว
เหมือนจะเป็นตัวแทนซีกธรรมะมากกว่าเดิมที่ขจัดด้านร้ายไปหมดแล้ว (ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ 555)
อควาแมน กับ ไซบอร์ก นี่แอร์ไทม์น้อยสุด และไซบอร์กหนังเดี่ยว ผมว่าไม่น่ารอด
แต่แฟลชกับ อควาแมน  ยังมีลุ้นอยู่เยอะ เหมือนหนังWW รวมถึงหนังเดี่ยวของแบทด้วย
ที่น่าดูสุดๆ เครดิตท้ายหนังก็มีเดธสโตรค คู่ปรับแบทโผล่มาแล้ว  หนังถัดๆไปก็ถือว่ายังน่าสนใจอยู่
สำหรับ DC อยู่ดี (เห็นกรีนแลนเทิร์นโผล่มาแค่นิดเดียวก็กรี๊ดแตกแล้ว หวังว่าจะได้มีในอนาคต)

 

 
        สรุปโดยรวมแล้ว เรื่องนี้ก็มีปัญหาไปอย่างที่บอก ทั้งการconflictกันที่หนังสายดาร์คเดิมๆ จะพยายามสว่าง พยายามตลก 
และความไม่มีจุดพีค รวมถึงปัญหาการปูพื้นที่น้อย ดูรวบรัดและไม่ปะติดปะต่อก็ตาม  แต่งานภาพสวยๆ
ฉากแอคชั่นเท่ๆจากฮีโร่ที่ออกแบบมาอย่างเท่ รวมตัวกันห้าหกคนแบบนี้  ถามจริงๆคุณมีอะไรต้องคิดมากเหรอ 
ไม่ว่าหนังจะดีไม่ดียังไง  สุดท้ายแล้ว แก่นของหนังแบบนี้ ก็คือ ฮีโร่ตีกันอยู่ดี  ดังนั้น มันเท่ากับว่า  ยังไง คุณก็ต้องดูอยู่ดี

 
        ดูแล้วจะประทับใจหรือไม่ คืออีกเรื่อง แต่ก็ต้องดูอยู่ดี  อย่างที่ผมขึ้นหัวบทความไว้ว่า ดูเอามันส์ 
หนังแบบนี้ เราควรดูมันด้วยความรู้สึกตอนเด็กๆ ที่ไม่ต้องคิดมากกับหนัง  เช่นเดียวกัน ผมก็สนุกกับหนังไปแบบเด็กๆเหมือนกัน
ค่อยมาคิดประเด็นพวกนี้ทีหลัง ซึ่งสรุปได้ว่า มันดูเอามันส์จริงๆ  แต่แค่นั้นมันไม่พอสำหรับเรื่องนี้ เพราะไม่มีจุดพีคให้เห็นเลย
ดังนั้น คะแนนมันจึงไม่เป็น 10/10 อย่างที่ผมเคยให้ BVS / Suicide Squad และ Wonder Woman 


 
ทั้งๆที่เป็นหนังที่รอคอยมากที่สุดด้วยซ้ำ..
Close [×]