ความละเมียดของชีวิตที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลง “ชีพจร” ซิงเกิลใหม่และการกลับมาอีกครั้งของ ”ภูมิจิต”

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

ความละเมียดของชีวิตที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลง “ชีพจร” ซิงเกิลใหม่และการกลับมาอีกครั้งของ ”ภูมิจิต”
 
 
มันคือการรอคอยส่วนตัวของผู้เขียนที่อยากเห็นวงๆนี้ได้มีผลงานอีกครั้ง
ออกสู่สายตาคนจำนวนมาก สำหรับวงดนตรีอินดี้ที่มีสารบางอย่าง อยากนำเสนอสู่ผู้ฟัง
ด้วยความแตกต่าง และมีอะไรอยู่ภายในนั้น วงภูมิจิต กับค่ายเพลงใหม่ บ้านหลังใหม่ที่กล้านำเสนอ
และมอบความแตกต่างให้กับวงการเพลงเราเสมอมา อย่างค่าย สนามหลวงมิวสิค
ผมชื่นชมค่ายนี้มานานแล้วส่วนหนึ่งก็คือ การสร้างความแตกต่าง
ให้กับแนวทางของวงการเพลงบ้านเรา
 
และภูมิจิตก็คือหนึ่งในนั้นที่ผมอยากจะดูว่าเขาจะนำเสนออะไร
 
วันนี้ ภูมิจิตกลับมาอีกครั้ง กับบ้านที่ใหญ่และมั่นคงยิ่งขึ้น
แค่การกลับมามีผลงานก็น่าดีใจแล้ว แต่เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้ว
ผมคงสามารถเขียนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนด่าว่าอวยได้เลยว่า
เพลงใหม่นี้ “ชีพจร” มันสะอึกเข้าไปถึงเส้นชีวิตภายในหัวใจใครหลายๆคนมาก
ถ้าได้ฟัง ฟังแล้วมันลึกไปถึงวิญญาณของคนเราว่า
 
ทุกวันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
 
บทเพลงชีพจร สะท้อนให้เห็นถึง “ภาพของชีวิตเรา” อย่างชัดเจนมากว่า
วันๆนึง ทุกๆลมหายใจ มึงกำลังทำอะไรอยู่บ้าง หลายคนอาจจะต่างออกไปจากนี้
บางคนอาจจะขับรถยนต์ส่วนตัว ไปติดไฟแดงไปทำงาน ในขณะที่บางคน
ติดอยู่บนรถเมล์ นั่งเล่นโทรศัพท์ไป ส่วนขณะที่บางคน ลาออกจากงาน ออกไปทำไร่
หาอาชีพที่พึ่งพาตัวเองได้ บางคนเอาของใส่ท้ายรถ
ไปขายของที่ตลาดนัดประจำของตัวเอง

 
 
ทุกคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้อง “ใช้ชีวิต” ของตัวเอง
ไปตามชีพจรของตนทั้งนั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่คือการ “เอาตัวรอด” การดำรงชีวิต
ให้อยู่บนโลกนี้ให้ได้ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเหนื่อยยาก ลำบาก และการที่ต้องสู้กันทุกคน
เมื่อชีวิตมันมีแต่งาน มันก็เกิดความเหนื่อยอ่อน ท้อแท้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว
ชีพจรมันก็ล้าและจะหยุดลง ถ้าเรายังไม่นำมันไปเติมพลังงานให้มีแรงก้าวต่อ
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันคือ “ความฝัน” ของตัวเอง ที่ตัวเองอยากทำ
 
“ที่ไม่ใช่งาน”
 
ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ใครที่ “รักในงานของตัวเอง” นั้นโคตรจะได้เปรียบ
เป็นเรื่องจริงเลย เมื่อแหล่งพลังงาน กับ สิ่งที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ (งานสร้างเงิน)
มันคือสิ่งเดียวกัน ถ้าเราทำให้งาน กับ ความฝัน ความรัก เป็นสิ่งเดียวกันได้
คนๆนั้นจะมีชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างสบายกว่าคนอื่นๆหน่อย
ในแง่ที่ไม่ต้องไปเติมพลังชีพจรของตนเองที่ไหนบ่อยๆ แต่กลับกัน
คนที่ต้องทำงานเพราะภาระหน้าที่ และแทบจะไม่มีเวลาไปเติมเต็มความฝันของตนนั้น
เป็นอะไรที่น่าเห็นใจ และเหนื่อยมากที่ต้องหาทางแบ่งไปทำเช่นนั้นให้ได้
 
แต่ยังไงก็ต้องทำ ไม่งั้นชีวิตที่มีแต่งาน มันจะแห้งเหี่ยว
เหมือนเจ้าพระยาแห้ง ในเพลงนี้ที่บอกนั่นแหละ
 
จุดแข็งของเพลง “ชีพจร” เพลงนี้ มันมีสามอย่าง แรกสุดเลยคือ
ฟังแล้วมัน จริงใจ ผมรู้สึกว่าเขาถ่ายทอดมาจริงใจดี กับเนื้อเพลงที่ไม่ต้องประดิษฐ์มาก
แต่มันสะท้อนภาพได้ชัดสุดๆ ภาพชีวิตของทุกๆคน บางคนขับรถ
บางคนนั่งรถเมล์515ไปต่ออนุสาวรีย์ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีชีวิต
และเนื้อเพลงมันจริงใจดีมากๆ สะท้อนภาพได้บรรยากาศของรูทีนชีวิตได้ดี
 
อย่างที่สองคือ ฟีลลิ่งของเพลง ที่ต้องบอกว่า มันสะอึกไปถึงข้างในนั้นเป็นเรื่องจริง
ด้วยความที่เพลงมันไม่ได้สดใสมากจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้หม่นจนฟังแล้วจิตตก
เพลงนี้ออกแนวกลางๆ มีทั้งความหม่นของชีวิตเหนื่อยล้า และ + ความฝันของตัวเอง
รวมกันอยู่ในเพลงๆเดียวกัน มันจึงเป็นความcontrastที่มาผสมผสานกันแล้ว
ได้ความรู้สึกที่ลงตัวกันในเพลงพอดี ฟังแล้วรู้สึกดีมากกับฟีลลิ่งเพลงแบบนี้ ชอบ
 
อย่างที่สามคือ ภาคดนตรี ผมชอบดนตรีตั้งแต่อินโทรแล้ว
เครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่ฟังแล้วมันสด และทำให้เนื้อหาเด่นชัด
แต่พอท้ายเพลงนี่ ฟังไปเรื่อยๆ มาครั้งแรกถึงกับอึ้ง ช่วงsoloเครื่องสาย
แถมมาเป็นเสียงวงใหญ่ท้ายสุด ฟังแล้วบอกเลยว่า ขนลุกจริงๆในการฟังครั้งแรก
และการฟังซ้ำก็ยังรู้สึกว่ามันให้ “พลัง” ในการฟัง ให้พลังกับชีวิตดี
มันสะท้อนชีวิตเรานี่แหละ ว่ามันมีทั้งเรื่องที่ท้อแท้ เหนื่อยล้า แต่ก็ยังไม่สิ้นหวัง ยังต้องสู้
และตามหาความสุขของเราต่อไป ภาคดนตรีเพลงนี้ดีมาก และท่อนแต่ละท่อนร้องก็มีจุดจำดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรีฮุคที่เป็นเหมือนศูนย์รวมความหมายทั้งหมด
 
ผมดีใจที่ได้ฟังเพลงของพวกคุณ ภูมิจิต ไม่ว่าเพลงนี้จะดังในวงกว้างหรือไม่อย่างไร
แต่สิ่งที่ผมเชื่อคือ ไม่ว่าใครที่ได้หลงมาฟังเพลงคุณ เขาจะต้องรักเพลงๆนี้แน่ๆผมมั่นใจ

Close [×]