#ขัดความแย้ง “Drama Addict” ซิงเกิลใหม่จาก ภูมิจิต ที่จะทำให้ทุกคนที่ได้ฟังติดสมองไว้ที่ปลายนิ้วก่อนกด

บทความโดย : หัตถาครองพิภพ

#ขัดความแย้ง “Drama Addict” ซิงเกิลใหม่จาก ภูมิจิต ที่จะทำให้ทุกคนที่ได้ฟังติดสมองไว้ที่ปลายนิ้วก่อนกด
 


 

     บทเพลงใหม่นี้ของภูมิจิตเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสุดๆ และไม่ต้องตีความเยอะ เพราะเนื้อหาทุกสิ่งมันอยู่ในเนื้อเพลงและสิ่งที่ทางวงสื่อสารหมดแล้ว เพียงแต่ว่าในนั้นมันจะมีดีเทลอะไรบางอย่างละเอียดลงไปที่ต้องสังเกตให้ดีๆเท่านั้นเอง กับซิงเกิลใหม่ล่าสุดของวงบอยแบนด์สุดหล่อ (!?) อย่างวง ภูมิจิต ที่ก่อนหน้านี้ปล่อยซิงเกิลจากอัลบั้มMid:Life ให้เราได้ฟังกันหลายๆเพลงไปบ้างแล้ว ซึ่งเราก็พอจะรู้โทนของมันอย่างดี และเพลงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ยังคุมโทนทั้งดนตรีและเนื้อหาให้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างดี


     ผมว่าอัลบั้มMid:Lifeน่าจะเหมาะมากๆสำหรับคนที่ชอบเสพเพลงแบบสมัยก่อนที่ เราจะมานั่งฟังกันทีเดียว รวดเดียวเลยทั้งอัลบั้มกันแบบ หมดม้วนเทป หมดหน้าเอปุ๊บ กลับหน้าบีฟังต่อจนจบ แล้วได้อารมณ์ต่อเนื่องที่เหมือน อ่านหนังสือยาวๆเล่มนึง นี่น่าจะตรงกับความเป็นภูมิจิตชุดนี้ที่สุดคือ ถ้าฟังรวดเดียวทั้งอัลบั้ม ผมเดาได้เลยว่า น่าจะเป็นเหมือนการได้อ่านหนังสือของศิลปินคนนึง เพียงแต่ว่ามันไม่ได้มาในรูปของตัวอักษร แต่เป็นตัวอักษรที่ถูกเอ่ยออกมาผ่านคำร้อง มีสีสันด้วยทำนองที่สวยงามลื่นไหล และก็ตกแต่งประดับด้วยดนตรีประกอบ จนรวมออกมาเป็นหนังสือเล่มนึงที่อ่านจบแล้วแม่งต้องได้ก้อนความคิดดีๆกลับไปสู่คนอ่านแน่ๆ
 

เพลงนี้คือบทหนึ่งในนั้นที่ว่าด้วยเรื่องSocial Media
 


 

     เนื่องจากผู้เขียนร่วมอยู่ในวงการดราม่าในอินเตอร์เนตไทยมานาน รวมถึงไปเป็นตัวละครด้วยครั้งนึงเล็กๆ (ฮา) จึงรู้ดีเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องที่เขาเขียนนี้นั้นสื่ออะไร เรื่องของ Social Media ที่ทุกวันนี้กลายเป็นปัจจัยสื่อสารอย่างหนึ่งที่ทรงพลังมาก และแต่ละคนก็เหมือนมีพลังอำนาจนี้อยู่ในมือกันคนละ1เครื่อง 1สมอง ที่พร้อมจะบังเกิดWarได้ตลอดเวลา มีเรื่องราวดราม่า มีเรื่องราวขัดแย้งอะไรมากมาย
 

แต่เหมือนว่าคนจะชอบไอ้เรื่องดราม่าๆพวกนี้แฮะ
 

     ดังนั้นชื่อเพลงว่า Drama Addict มันคือใช่เลยสำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้ที่ชอบอะไรที่มันดราม่าๆ และมักจะเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้นอยู่เสมอๆ ทั้งในฐานะผู้เริ่ม หรือผู้ผสมโรง ผสมโรงด้วยการเอานิ้วกดจิ้มแสดงความคิดเห็นเข้าข้าง ขัดแย้ง ด่าซ้ำ หรือใดๆก็ตาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดเป็นความขัดแย้งทั้งสิ้น
 

เพราะความคิดของคนเรามันต่างกัน
 

      ดังนั้นเรื่องนี้ก็อย่างที่เนื้อเพลงท่อนพีคที่เขาเขียนไว้ว่า “ระเบิด ที่ปลายนิ้ว สงครามก็พร้อมบน New Feed”นั่นแหละ คือวอร์พร้อมอุบัติได้ทุกเมื่อทุกที่ ทุกหน้าเว็บเพจ เพียงแค่คุณใช้นิ้วกดระเบิดเท่านั้นเอง ประหนึ่งทุกคนมีสแตนด์Killer Queen ที่สามารถกดทัช สัมผัสลงหน้าจอ แล้วกดระเบิดในโลกอินเตอร์เนตได้เลยทันที แบบนั้นเลย
 

      เพลงๆนี้ให้อะไร คำตอบก็คือ มันเป็นกระจกสะท้อนให้เราได้เห็นว่า เราทุกคนมีอะไร เราทุกคนกำลังทำอะไร มันชัดเจนมากๆไม่ต้องปีนกระไดคิดเลยว่าเพลงนี้สื่ออะไร เพื่อที่จะให้ทุกคนมองเห็นตัวเอง และฉุกคิดว่า เรากำลังเสพติด หรือเมามันส์กับสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่ จะได้ลดละ บรรเทาพฤติกรรมการติดโซเชียลและความขัดแย้งเหล่านี้ ไม่ว่าจะของตัวเอง หรือดูความพังพินาศของคนอื่นๆเช่นกัน พร้อมกับด้วยความอยากสร้างตัวตน อยากเป็นคนสำคัญ อยากมีคนรู้จักถึงได้ทำการพิมพ์หรือเขียนอะไรสักอย่างขึ้นมา เพื่อที่จะสร้างมนุษย์ระเบิดเลเวล1 ขึ้นในหน้าจอของตัวเอง
 

แล้วส่งเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างตัวตนมนุษย์ระเบิดของตัวเองขึ้นมา
 

      ความไม่จีรังและปัญหาเหล่านี้มีมากมายที่ผู้เขียนคงอยากจะสะท้อนให้เห็นชีวิตของเราทุกวันนี้ และผมเชื่อว่าเพลงนี้จะลดปัญหา ลดอะไรให้กับคนฟังที่คิดได้หลายๆอย่างว่า การเสพติดความขัดแย้งหน้าจอพวกนี้มันไม่ได้มีอะไรดีกับตัวเองเลยนอกจากจะทำให้พลังด้านลบในตัวเราเพิ่มขึ้นมา (ยกเว้นถ้ามึงอยากได้ดาบเลเซอร์สีแดง แล้วจะเข้าด้านมืดไปเป็นซิธก็ว่าไปอย่าง)
 


 

      ในส่วนของภาคดนตรีเพลงนี้จริงๆแล้วต้องบอกว่าเพลงมันมีจังหวะฮึกเหิมที่ค่อนข้างแตกต่างจากเพลงก่อนหน้านี้ ฟังแล้วมันhypeดี รู้สึกว่าเรื่องนี้มันทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีด ไม่ว่าจะในด้านดีหรือไม่ดีก็ตาม เพราะถ้าดนตรีเนือยกว่านี้ผมว่าคนฟังจะไม่อินเอา ซึ่งนอกจากในแง่ของความหมายแง่มุมก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วดังที่กล่าวไป แต่ถ้าเราจะฟังในแง่ของการเป็น “ดนตรี” เป็นเพลงเพราะๆเพลงหนึ่ง ผมว่ามันก็ตอบโจทย์ของการใส่หูฟัง แล้วฟังในฐานะเพลงเพลินๆเพลงนึงที่ฟังได้เรื่อยๆ

     ประเด็นแรกคือ พาร์ทดนตรี เพลงนี้แม่งดีมากๆ ทั้งบรรยากาศ กลิ่นอาย ความหนักแน่นของกลองและแกนหลักของเพลง และที่สำคัญได้ขิมจากคุณนริศรา จากAsia7 ที่เล่นขิมประหนึ่งว่ามันคือกีต้าร์โหดๆตัวนึง ไม่ต้องสนtraditionalอะไรทั้งนั้น มาสาดใส่ดนตรีฮึกเหิมในเพลงนี้ให้เต็มที่มากๆ เรื่องดนตรีนี่คือบอกเลยว่าฟังเพลินเหมือนฟังเพลงบรรเลงดีๆเพลงนึงโดยเฉพาะท้ายๆเพลงนี่ สวยงาม และทรงพลังมาก มากจัดๆแบบว่า โคตรขนลุก ด้วยกลองที่ท้ายเพลงแม่งตีมันส์ชิบหาย มาเจอกับซาวด์กีต้าร์ลอยๆ ขิมเล่นเจ๋งๆ และเสียงเปียโนสวยๆ ทุกไลน์คือมันเล่นใหญ่จริงๆ ทรงพลังสมกับเพลงนี้มากๆ
 

      จุดเด่นอื่นๆในภาคดนตรี ผมว่าเป็นท่อนฮุคที่เป็นเมโลดี้วนๆ ร้องแบบเดิมๆแต่ซ้ำไปมา ความหมายเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่มันมีชุดจำของมันหนึ่งชุด ที่ทำให้คนฟังมันติดหูและจำได้ ท่อนเวิร์สธรรมดาบอกตรงๆว่า เมโลดี้มันจำยากหน่อย แต่ว่ามีของฮุคมาทดแทนได้ถือว่าโอเค คือถ้าเป็นคนฟังเพลงไปดูคอนเสิร์ต ท่อนธรรมดา(เวิร์ส) ผมว่าจะร้องตามยากหน่อย แต่ถ้าท่อนฮุคละก็ มาเต็มแน่นอน
 


 

      สุดท้ายแล้วแก่นของมันก็คือว่า เราสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างเพียงแค่เรากด เราพิมพ์ เราเขียน เพื่อที่จะทำให้เรา “มี” นั่นเอง แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้ผลดีอะไรไปกับตัวเองเท่าไหร่หรอก แม้กระทั่งความสนุกความสะใจก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเช่นกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่มันย้อนมาเข้าตัว ผมบอกเลยว่ามันไม่ได้สนุกแน่นอนเมื่อต้องเจอแรงกด และการทำร้ายจากใครก็ตามที่เราแม่งไม่รู้จักเลย ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ ครอบครัว การศึกษา ความคิด หน้าตามันเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่มันมาด่าเรา ทำลายเรา นั่นแหละครับถึงตอนนั้นถ้าเราเจอเองเมื่อไหร่ คุณถึงจะได้รู้ว่า การเสพติดดราม่าพวกนี้ มันไม่ได้เป็นเรื่องสนุกเลยแม้แต่นิดเดียว
 

ฟัง แล้วคิดตาม ก่อนที่ระเบิดปลายนิ้วมันจะมาพังชีวิตคุณเอง
 

Close [×]