Cocktail อัลบั้ม Cocktail ดนตรีเล่าเรื่อง และกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”ค็อกเทล”

หัตถาครองพิภพ December 10, 2019

Cocktail อัลบั้ม Cocktail ดนตรีเล่าเรื่อง และกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”ค็อกเทล”

          นี่คือผลงานอัลบั้มล่าสุดของวงดนตรีที่ถือว่าเป็นที่รู้จักในหมู่คนฟังเพลงบ้านเราสำหรับวงCocktailไม่ว่าจะเป็นคนฟังสายเมนสตรีม หรือแฟนเก่าๆยุคอินดี้ก็ตามที เมื่อใดก็ตามหากพวกเขาตั้งใจปล่อยเพลงโดนๆที่เพราะมากออกมาให้พวกเราฟังแล้วละก็ การกวาดตำแหน่งสูงๆบนชาร์ทเพลงและยอดความนิยมบนโซเชียลเน็ตเวิร์คของพวกเขาจะสูงเสมอๆเป็นเรื่องปกติ เพราะความไพเราะและคุณภาพของตัวเพลง หากวงตั้งใจทำเพลงที่มันเข้าถึงง่ายๆ เสพง่ายๆและเนื้อหาโดนใจ มันก็จะเป็นเช่นนั้นแหละ หรือภาษาชาวบ้านหากพูดตรงๆก็คือ ถ้าค็อกเทลจะทำ”เพลงขาย” ก็เปรี้ยงแทบจะทุกครั้ง

            แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความนิยมในเรื่องราวของการทำเพลงฮิตออกมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนสักเท่าไหร่นัก ผมว่าพวกเขาทราบดี เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆตาม”กาลเวลา” ของยุคการฟังเพลงของผู้เสพผลงานในตลาด ยกตัวอย่างง่ายๆ ยุคนี้เป็นยุคของฮิปฮอปไปแล้ว ที่ไม่ว่าจะมีซิงเกิลเพลงอะไรออกมา ทุกเพลงจะต้องมีแร็ปเปอร์มาแจมทั้งนั้น ดังนั้นจะเห็นว่า กระแสพวกนี้มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และก็ต้องมีสักวันที่ค็อกเทลจะมีความนิยมจากตลาดใหญ่ลดลงไป กระแสอาจจะไม่บูมหนักจัดๆเหมือนแต่ก่อน
แต่เรื่องพวกนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวลเลยในฐานะแฟนเพลงค็อกเทล ส่วนหนึ่งก็คือ แฟนๆที่ตามกันมาตั้งแต่ช่วงวงยังไม่ดังนั้น เหมือนดั่งเคสผู้เขียนที่เพื่อนของผมได้แนะนำให้มาลองฟังกันปากต่อปาก และผมก็ยังฟังอยู่ทุกวันจนถึงตอนนี้นั้น มันกลายเป็นloyaltyเล็กๆที่ ไม่ว่าจะทำเพลงอะไรออกมา หากมันยังมีความเป็นวงอยู่ แฟนเพลงฐานเดิมก็ยังจะตามต่ออยู่แล้ว เรื่องกระแสนิยมจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนักสำหรับคนกลุ่มพวกผม เพราะพวกเรารักในตัวตนของบทเพลงจากค็อกเทลกันอยู่แล้ว

        อีกประเด็นหนึ่งก็คือ สาเหตุที่เราไม่กังวล ก็เป็นเพราะการได้ฟังอัลบั้มเต็มชุดนี้ของพวกเขานั่นล่ะ กับงานชุดเดียวกับชื่อวงพวกเขา “Cocktail” The 6th Studio Album ซึ่งงานนี้ทำให้ผมไม่กังวลเรื่องที่ว่าค็อกเทลจะกระแสตกลงไปเลย เหตุเพราะว่าพวกเขานั้น “ไม่ยอมหยุดนิ่ง” ไม่พ่ายแพ้และตกเป็นทาสของอีโก้และความสำเร็จที่เข้ามาจนกระทั่ง”หยุด”การพัฒนาตัวเอง พวกเขาไม่ตกหลุมของความเป็น “วงฮิตที่ทำเพลงฮิตๆ” ออกมา แล้วก็ตั้งใจจะทำอยู่แต่แบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

นั่นคือการฆ่าตัวตายผ่านหลุมพรางที่เรียกว่า “วงดังที่ทำเพลงฮิต” นั่นแหละ

          สิ่งที่เกิดขึ้นในอัลบั้มนี้ เป็นการเติบโตของการทำเพลงจากค็อกเทลอย่างเห็นได้ชัดมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่เขาตั้งใจสื่อสารออกมาในอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งในตอนที่เขียนรีวิวนี้ ผมไม่ได้ไปนั่งพูดคุยกับตัวศิลปินเลยล่วงหน้า และก็ไม่จำเป็นต้องคุยก่อนด้วย เพราะเราจะรีวิวและฟังในมุมมองของเราเอง แล้วดูว่ามันจะตรงกับเขาหรือไม่

          อัลบั้มนี้ค็อกเทลโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแง่ของสารและสิ่งที่ทางวงต้องการนำเสนอ ที่เห็นชัดจัดๆคือเรื่องราวของคอนเซปต์เพลงที่ต้องการถ่ายทอดความคิดในเรื่องราวอื่นๆที่เกี่ยวกับ “แง่คิดของชีวิต” เยอะขึ้นมาก และลงลึกขึ้นมากกว่าชุดก่อนๆที่ยังมีแฉลบทางด้านเพลงรักอยู่เยอะ ซึ่งอย่างที่บอก หากค็อกเทล “ตั้งใจทำเพลงรัก” แบบเน้นๆละก็ คุณก็จะมีอัลบั้มเพลงฮิตที่ เต็มไปด้วยเพลงอันดับ1ของปี2018-2019 อยู่เต็มทั้งชุด

          แต่อัลบั้มชุดที่ว่านั่น ก็จะเป็นอัลบั้มที่อยู่ได้แค่ช่วงเวลานั้นเท่านั้น “แต่มันเดินทางไปอนาคตกับวงไม่ได้”
คำว่าเดินทาง ผมหมายถึงการพัฒนาแนวเพลง วิธีคิดในการทำเพลงและการนำเสนอมา ถ้าค็อกเทลทำอัลบั้มเพลงรักฮิตๆที่ว่านั่นออกมา นั่นคือการหยุดพัฒนา และหยุดเส้นทางไปสู่อนาคตอย่างแท้จริงหากเขายึดติดกับความสำเร็จเก่าๆที่มันสำเร็จรูป แบบที่พวกเขา”ทำได้อยู่แล้ว”

          แต่กับอัลบั้มนี้ ผมเชื่อว่าแฟนเพลงจะสัมผัสได้ชัดมากๆหากติดตามกันมาว่า มันเปลี่ยนไปจริงๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า พัฒนาไปตามช่วงอายุ และตามความต้องการของวงที่อยากนำเสนออะไรใหม่ๆบ้างที่ไม่ใช่เรื่องเดิมๆอย่างที่ว่าไว้ โดยเฉพาะเนื้อหาเพลง มีการพูดถึงแง่คิดเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น โดยที่ส่วนหนึ่งมันคือปรัชญาของการดำรงชีวิตในแบบที่ “เข้าใจ” มากขึ้น
จะสังเกตได้จากหลายๆเพลง แม้กระทั่งเนื้อหามันพูดเรื่องความรักก็เช่นกัน หลายๆเพลงในชุดนี้เป็นมุมมองที่มองอย่างเข้าใจ และรู้เท่าทันมากขึ้น อย่างเพลง ช่างมัน ในเงา พบพาน ที่เป็นเพลงสายเพลงรักในอัลบั้ม แม้จะเป็นแง่มุมที่แตกต่างกัน แต่ทุกเพลงจะมีความ”เข้าใจ”อยู่ในนั้น เข้าใจในการไม่สมหวังและเลือกที่จะปล่อยวาง / เข้าใจในสถานะที่ไม่สำคัญของตัวเอง / เข้าใจธรรมชาติของการได้พบเจอ-ลาจากที่ยึดโยงอยู่กับเงื่อนไขของเวลา ตามลำดับ



          หากจะพูดให้เห็นภาพ ทุกสิ่งเป็นประเด็นธรรมดาๆที่เพลงทั่วๆไปก็มีนี่แหละ เพียงแต่ว่ามัน “กลม” ขึ้นเท่านั้น
การขัดเกลาของแง่มุมคิดที่โตขึ้น มันทำให้เพลงไม่ฟูมฟายสุดโต่งไปมากนัก ทุกเรื่องมันจึงรู้สึกกลม รู้สึกพอดีๆ ไม่เยอะไม่น้อยไป ความกลมที่ว่า จะบอกว่ากลมกล่อมก็ได้ และมันก็คือความที่ลดมุมแหลมๆของความสุดโต่ง และโค้งเข้าสู่ความเรียบง่ายไม่มีเหลี่ยมมุมนั่นแหละ เออจะบอกแบบนี้ก็ได้

           อีกจุดเด่นหนึ่งของอัลบั้มนี้ นอกจากจะเขียนเรื่องธรรมดาให้มันกลมขึ้นแล้วนั้น ชุดนี้โคตรชัดเจนมากว่า ค็อกเทลกำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่ในชิ้นงานของพวกเขา อย่างที่บอก ถ้าทางวงจะเน้นทำแต่เพลงรักฮิตๆปล่อยออกมาอย่างเพลงเก่าๆอีก ไม่ว่าจะเพลงสายแต่งงานอย่าง คู่ชีวิต หรือเพลงช้าโดนๆอย่าง เธอทำให้ฉันเสียใจอย่างเดียว มันก็ไม่มีอะไรพัฒนาหรือแปลกใหม่ให้กับคนฟัง เมื่อพวกเขามีเพลงฮิตที่ว่าเหล่านั้น”อยู่ในมืออยู่แล้ว” จึงเป็นโอกาสให้วงสร้างอะไรใหม่ๆบ้างโดยไม่ต้องยึดโยงกับกระแสความฮิต และทางค่ายก็ถือว่า “ใจ” พอตัวที่อนุญาตให้ค็อกเทลทำเพลงแนวนี้ออกมาได้ สิ่งที่ว่านั้นก็คือ พวกเขาทำเพลงที่พูดถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ด้านความรักมากขึ้น จะบอกว่าเป็นเพลงเนื้อหาเพื่อชีวิต จะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่จะบอกว่าไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่อีก เพราะการจำกัดกรอบให้เพลงมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

          พวกเขาแค่เล่าเรื่อง “แง่คิด” ที่มันน่าหยิบมาเล่า หยิบมาร้องให้คนฟังได้ฟัง และได้คิดตามเท่านั้นเอง
มันคือเพลงแห่งการกระตุกแง่คิด จะพูดแบบนี้ก็ว่าได้ล่ะ (แลดูวิชาการ ดูไม่น่าตื่นเต้นเลยเนอะ) แต่ในความดูน่าเบื่อ ดูเชยๆของแนวคิดนี้ เนื้อหาสาระในเพลงที่ว่าน่าเบื่อนั่น กลับยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์มากๆทันทีที่ได้ฟัง และคิดตามในเนื้อเพลงเหล่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจยากหรือปรัชญาจ๋าอะไรเลยตามที่นักร้องนำเป็น(ฮา)

จุดเด่นที่สุดของCocktailคือ พวกเขาเล่าเรื่องที่เป็นแนวคิด เป็นปรัชญา และพูดเรื่องสเกลใหญ่ๆ ให้มันดูไม่ใหญ่มากได้

          เปรียบเทียบง่ายๆว่า ค็อกเทลอาจจะอยากพูดถึงสัจธรรมของโลกนี้ พูดถึงปรัชญาชีวิตของมนุษย์ เนื้อหามันก็อาจจะคาบเกี่ยวในแนวทางนั้น แต่ด้วยความที่เรื่องเหล่านั้นมันเป็นการ “เล่นใหญ่” มากๆ ที่วงและศิลปินที่เล่าเรื่องพวกนี้ จำเป็นที่จะต้องมีพลังงานที่ใหญ่พอจะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วย ซึ่งทางวงเอง และศิลปินเอง น่าจะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ใช่วงที่จะพูดเรื่องอะไรใหญ่ๆเช่นนั้นแล้วมันแตะที่หัวใจคนได้แบบเข้าถึงเต็มๆ ด้วยแนวเพลง ด้วยภาษา และสไตล์ของวง Cocktailไม่ใช่วงแบบที่ว่านั้นเลย แต่พวกเขาสร้างดนตรีและเนื้อหาที่สวยงามขึ้นมา

          ดังนั้น ผลงานอัลบั้ม Cocktail นี้ ในส่วนของเพลงที่ไม่ได้พูดเรื่องความรัก ผมสามารถจำกัดความงานชุดนี้ได้ง่ายๆเลยในความคิดเห็นของผมว่า มันคืองานที่พูดเรื่องใหญ่ๆให้มันดูไม่ใหญ่มาก ไม่หนักเกินไป และมีความสวยงามในตัวตามแบบฉบับของค็อกเทลนั่นเอง

นี่คือการสรุปภาพของอัลบั้มนี้ได้ชัดเจนที่สุดแล้วจากการที่ได้นั่งฟังครบทั้งอัลบั้มเป็นที่เรียบร้อย

            ในด้านของความเป็นงานชุดทีออกมาเป็นstudio albumนี้นั้น ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า มันถูกปล่อยออกมาในลักษณะของซิงเกิลก็จริง แฟนเพลงก็เห็นมันมาทีละเพลง แต่จริงๆแล้วงานชุดนี้เท่าที่เคยฟังศิลปินพูดมา พวกเขาแต่งเพลงล็อตนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว และงานชุดนี้ก็มีสเกลการเล่าเรื่องที่ถูกสโคปและคุมโทนเอาไว้ด้วยกัน ดังนั้นมันจึงมีความเป็นเนื้อเดียวกัน ที่ไปในทิศทางเดียวกันพอสมควรทางด้านเนื้อหา เพราะงานมันถูกแต่งเสร็จเอาไว้ก่อนแล้วและตั้งเข็มทิศการสื่อสารกับคนฟังเอาไว้ก่อนเรียบร้อย

          เพียงแต่ผมเชื่อว่า จะยังไงก็เหอะ ค็อกเทลก็ยังไม่ได้ใจร้ายกับแฟนเพลงมากไปนัก และยังไม่ลืมที่จะทำให้พวกเรามีความสุขด้วยการ ปล่อยเพลงฟังง่ายๆ (ก็เพลงตลาดนั่นแหละ) มาให้เราได้ฟังด้วย ดังนั้นอัลบั้มนี้มันจึงมีสัดส่วนของเพลงแนวทดลองของพวกเขา ที่จะพูดเรื่องใหญ่ๆให้ดูไม่ใหญ่อยู่จำนวนนึง และก็ถูกคั่นด้วยเพลงรักให้แฟนเพลงได้ชุ่มชื่นใจบ้าง แต่ก็เป็นเพลงรักที่ไม่สุดโต่งมากนัก มันกลม(กล่อม) และมีความเป็นผู้ใหญ่สูงในแบบของคนเข้าใจโลกมากขึ้น

อาจจะไม่ได้เข้าใจทุกอย่างหรอก แต่เข้าใจมากกว่าตัวเองเมื่อสองสามปีที่แล้วแน่นอน


          ส่วนทางด้านของกลิ่นอายและสไตล์ดนตรีในชุดนี้ เท่าที่สังเกตผมรู้สึกว่าบางเพลงจะใส่ความเป็นร็อคที่ดุดันและหนักหน่วงมากกว่าเดิมอย่างชัดเจนมากๆ และนอกจากนี้ หลายๆเพลงยังเป็นงานสายExperimentalแบบจ๋าๆเลย เรียกได้ว่าจัดหนักมากๆ โดยเฉพาะพวกเพลงที่เป็นเนื้อหาทดลอง ดนตรีก็เลยทดลองไปด้วย(ฮา) อันนี้เรื่องจริง สังเกตดูได้อย่างแทร็คเพลง โปรดฟังอีกครั้ง / ทำดีไม่เคยจำ / ดนตรีกาล เป็นต้น บางเพลงก็มีการทดลองนำเอาดนตรีหลายๆแนวมารวมอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่ออเคสตร้า ร็อค เร้กเก้ EDM Hardcore Metal ลามไปจนถึงสามช่าโจ๊ะๆก็มี บางเพลงก็เป็นProgressive Rock มีOpera Sectionในเพลงด้วย โฟล์คคันทรี่อะคูสติกก็มี

จะบอกว่าชุดนี้เป็น Experimental Music ผมว่าก็คงไม่ได้เกินไปหรอกนะ วาไรตี้ซะขนาดนี้!

           ซึ่งแนวทดลองเนี่ยถือว่าแปลกใหม่ และสนุกมากที่ได้ดูความแตกต่างไปบ้าง แต่พูดก็พูดเถอะ ผมเชื่อว่า การฉีกจัดๆแบบนี้ออกมา แฟนเพลงบางส่วนก็อาจจะไม่ถูกใจ หรือไม่ชอบเพราะรู้สึกว่า นี่มันเพลงอะไร ไม่ฮิต ไม่ถูกหูหรือถูกจริตเลย ซึ่งเขาจะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลก เพราะหลายเพลงอาจจะเสพยากขึ้นมานิดหน่อย เพราะมันไม่ได้เป็นแพทเทิร์นปกติตามความรับรู้ในการฟังเพลงของแฟนเพลงในระดับทั่วๆไป ข้อนี้ค็อกเทลรู้และยอมรับอยู่แล้วว่า เพลงมันอาจจะไม่เปรี้ยงหรือไม่ดัง เวลาที่เพลงซึ้งๆสอนใจอย่าง กาลเวลาพิสูจน์คน หรือ ปรารถนาสิ่งใดฤา ออกมา ก็อาจจะไม่ได้ติดอันดับ1หรือท็อป5ของชาร์ทต่างๆ แต่พวกเขาก็กล้าที่จะทำออกมา ซึ่งมันก็ได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์มากๆกว่าการเป็นแค่เพลงฟังแล้วแค่บันเทิงไปวันๆ

          ต้องยอมรับเลยว่า ค็อกเทลกล้ามาก นอกจากกล้าที่จะทำแนวเพลงทดลองแล้ว พวกเขายังยอมเสี่ยงที่จะเพลงจะไม่ได้กระแสอีกด้วย

          นอกจากเพลงสายนี้ในอัลบั้ม ที่มีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เพลงที่เป็นแนวดนตรีทดลองนั้น เนื้อหาในเพลงก็จะพูดเรื่องที่เป็นแง่มุมทดลองของเขาด้วย แต่ในทางกลับกัน เพลงอีกส่วนหนึ่งที่ถนอมน้ำใจแฟนเพลงที่อยากมีเพลงเพราะๆเอาไว้ฟังบ้าง ค็อกเทลก็ยังไม่ใจร้ายมากนักเมื่อพวกเขายังคงกลิ่นอายและตัวตนดนตรีแบบที่เสพง่ายและแฟนเพลงคุ้นเคย เอาไว้ในเพลงรักเหล่านั้นในชุด ซึ่งก็ได้แก่พวกเพลงอย่าง “เรา” “เงาของเมื่อวาน” “ช่างมัน” “พบพาน” เป็นต้น ที่หากใครชอบที่จะฟังเพลงเพราะๆ และยังอยากฟังงานที่เป็นแบบสไตล์ชุดหลังๆของพวกเขา เพลงเหล่านี้ตอบโจทย์คุณได้อย่างเต็มที่เลย โดยเฉพาะเพลง เรา กับ พบพาน ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะชอบมากๆที่เป็นแฟนเพลงของค็อกเทลทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า น่าจะมีจุดร่วมความชอบกันได้ที่สองเพลงนี้

          ดังนั้น นี่คือภาพรวมของงานชุดนี้ที่อย่างที่บอก งานเพลงแนวทดลองเยอะมาก เนื้อหาที่เขียนก็โตขึ้นด้วย และเขียนเรื่องที่อยากเขียน เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ย่อยให้มันไม่ใหญ่เกินตัววงCocktail แต่เปลี่ยนความใหญ่ที่ว่าให้มันสวยงามแบบCocktail
เรียกง่ายๆว่า ทุกเพลงที่ทำออกมา เขาทำให้มันเหมาะสมกับค็อกเทล ให้สมกับชื่ออัลบั้ม Cocktail นั่นเอง

           ลองมาดูเพลงในอัลบั้มนี้บ้าง ต้องบอกเลยว่า จนถึงบัดนี้ ผู้เขียนยังไม่กล้าแกะกล่องSpecial Edition Box Setที่ไปซื้อมาจากร้านCarnival ที่ทางวงเอาไปวางขายไว้เลย เพราะว่าเห่อ กลัวมันเก่า สุดท้ายก็เก็บไว้ไม่ยอมแกะพลาสติก แล้วไปหาโหลดจากในเน็ตฟังเอาแทน (ผ่าง!!!) เพลงมีทั้งหมด 11 แทร็ค ส่วนใหญ่จะเป็นซิงเกิลที่เราเคยได้ฟังมาก่อนแล้วที่พวกเขาได้ทำการปล่อยออกมาเรื่อยๆเป็นระยะๆ จะมีเพลงใหม่จัดๆที่ยังไม่ได้ฟังอยู่สองสามเพลง อย่างเพลง พบพาน ที่เพิ่งปล่อยออกมาเหมือนเป็นตัวlaunchการปล่อยอัลบั้มเต็มของพวกเขา / ในเงา ที่โคตรจะละมุนทั้งดนตรี และเนื้อหาเพลงที่น่ารักมากๆ ชิลสุดเบาสบายสุดในชุด / เพลงเวอร์ชั่นใหม่ของ คิดถึงฉันหรือเปล่า ที่ทำออกมาใหม่ด้วยฝีมือและการเรียบเรียงใหม่ มาสเตอร์ใหม่อย่างสุดเนี้ยบของปี2019 เป็นต้น


พบพาน


          พบพานคือซิงเกิลที่เป็นเหมือนเพลงเปิดธีมหัวอัลบั้ม แต่กลับถูกปล่อยมาหลังสุดรอบเดียวกับการปล่อยชุดเต็มเลย ใครที่ชอบความเป็นค็อกเทลจ๋าๆกับสไตล์และสำเนียงดนตรีที่สวยงามทั้งภาคของดนตรี เมโลดี้signature และเนื้อเพลงที่เล่นคำสวยมากๆแบบเด่นชัดในเพลงนี้ จังหวะสนุกๆสดใสๆแต่ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นออเคสตร้าและการประสานเสียงคอรัสเป็นแบนด์ใหญ่ท้ายๆเพลง ฟังแล้วเกิดพลังงานมากๆ เป็นเพลงที่ปล่อยออกมาท้ายสุด แต่กระตุ้นให้รู้สึกอยากได้อัลบั้มนี้มากที่สุดเพลงนึงในชุดนี้ เพราะความเป็นค็อกเทลที่เต็มเปี่ยมอยู่ในเพลงนี้

          เพลงนี้คือเพลงที่ผมบอกว่า พวกเขาเอาใจแฟนเพลงรุ่นเก่าและรุ่นเดอะจริงๆ แค่แทร็คนี้อันเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับใครที่ชอบสำเนียงที่คุ้นเคยแบบนี้ แต่ในขณะที่เนื้อเพลงยังซ่อนสัจธรรมแห่งชีวิตที่มีทั้งการได้พบกัน และการลาจากอยู่คู่กัน เพื่อที่จะวนลูปกลับมาได้เจอกับการ “พบพาน” ครั้งใหม่อีกครั้ง เป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้ ดังนั้นใครที่รอคอยใครสักคนเข้ามาในชีวิตอยู่ มันต้องมีวันนั้นแน่ๆ และการลาจากก็มาพร้อมๆกับการได้พบเจอกันนั้นเองด้วย แต่เพลงนี้สื่อในแง่มุมที่เป็นบวกค่อนข้างมากและรู้สึกดีๆ
เอาจริงๆน่าจะถูกใจคนที่ต้องการกำลังใจในการตามหาใครสักคนในชีวิตนะ เป็นเพลงที่ดีมากๆ สร้างกำลังใจที่ดีเลย


โปรดฟังอีกครั้ง (feat. เจ๋ง BIG ASS)



          เพลงนี้คือเพลงที่ดีกรีความร็อคหนักหน่วงมากที่สุดในชุดแล้ว เรียกได้ว่าโคตรเข้มทั้งพาร์ทmusicและคนมาfeaturingเลย (เคราครึ้มมาเลย!) เริ่มต้นเพลงด้วยท่อนที่พวกเขาเคยใช้ขึ้นเปิดการเล่นสดสมัยก่อนแล้วนำมาแต่งเป็นท่อนเวิร์สแรกในเพลง ตามที่แฟนเพลงรุ่นเก่ายืนยันมา มีความเป็นโปรเกรสซีฟร็อคหนักๆ ผสมกับเฮฟวี่รุ่นเก่าเล็กๆ แล้วมารวมกับความเป็นวงออเคสตร้าของเครื่องสายที่เป็นเหมือนอวัยวะสำคัญของค็อกเทลอยู่แล้ว เพลงนี้มันจึงใหญ่ทั้งดนตรี เนื้อหา ไปด้วยกันอย่างสุดมันส์ ดังนั้นจึงเป็นเพลงที่นำเอาไปเล่นสด น่าจะสนุกและมันส์มากกว่าในการใช้ฟังตามปกติ ยกไปเล่นสดมันจะได้ฟีลลิ่งเยอะกว่าในเวอร์ชั่นสตูฯเยอะมาก


ปรารถนาสิ่งใดฤา



          เป็นอีกหนึ่งซิงเกิลที่ชอบมากระดับท็อปทรีของอัลบั้มนี้เลย และเป็นหนึ่งในสามอีกเช่นกันที่ผมถือว่ามันสามารถเป็น”ตัวแทน”ของอัลบั้มนี้ได้ นั่นก็คือ ปรารถนาสิ่งใดฤา/ทำดีไม่เคยจำ/กาลเวลาพิสูจน์คน ที่สามเพลงนี้ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาที่พูดถึงเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากความรัก และมันเป็นเนื้อหาแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตคนนี่แหละ ที่ไม่ต้องรู้สึกว่าเล่นใหญ่เกินตัว แต่ซึมซับมันได้ง่ายๆ แต่มีความแปลกแหวกแนวในตัวแบบที่ วงดังๆเขามักจะไม่ค่อยทำเพลงฟังยาก เนื้อหาที่เล่นนอกเหนือความรัก แฉลบออกไปทางแง่คิด สอนใจ ปรัชญาแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะมันขายยาก เอ้าพูดตรงๆ แต่ค็อกเทลกล้าทำ ผมรักความกล้านี้มากจริงๆเพราะมันทำให้เราได้เพลงใหม่ๆของค็อกเทลที่ไม่ซ้ำซากจำเจ

            ย้อนกลับมาที่ ปรารถนาสิ่งใดฤา ที่ผมชอบมากๆที่สุดเพลงนึงในชุด เริ่มต้นมาด้วยความเป็นอะคูสติกใสๆเพราะๆมาเลย พร้อมด้วยเนื้อสวยๆที่ตั้งข้อสงสัยกับชีวิต ในเรื่องที่มันควรจะฉุกคิดในตัวทุกๆคน ว่าชีวิตเรามีเป้าหมายอะไร และที่เราอยู่ในปัจจุบัน เรากำลังทำอะไรอยู่ และมันมีคุณค่าในการกระทำนั้นๆหรือไม่

หรือจะปล่อยให้วันๆนึงผ่านไปแบบที่ไม่ได้อะไรเลย

           เพลงนี้ไม่ได้บอกว่า ให้คุณทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่มีค่า หรือยิ่งใหญ่ช่วยเหลือสังคม เปล่าเลย! เพลงต้องการเพียงจะส่งสารเพียงแค่ว่า ขอให้คุณมี”สติ” รู้ตัวเองก็พอว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่

          จากนั้นความคิดและสัญชาตญาณของคุณมันจะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณเลือกที่จะดำเนินการอื่นๆต่อเอง ทันทีที่คุณรู้ตัวว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งการตัดสินใจนี้เป็นเรื่องของปัจเจก ดังนั้น ค็อกเทลไม่ได้ชี้นำ หรือสั่งสอน

          แค่บอกให้คุณระลึกถึงตัวเองในทุกขณะให้ได้ก็พอ จากนั้นจะทำอะไรก็ทำๆไปเหอะ มึงจะเลือกสิ่งที่ดีให้ชีวิตมึงเองในสักวัน
เป็นเพลงที่เนื้อหาดีๆมากๆ และช่วยสอน ช่วยเตือนสติให้ชีวิตไม่ประมาท และเรียกกลับมาในเส้นทางที่ถูกต้องจริงๆ ผมในฐานะคนฟัง ผมได้ประโยชน์จากเพลงนี้มากๆ ในวันที่ชีวิตไร้พลังงาน และไม่มีความกล้าที่จะสู้กับตัวเองให้ทำในสิ่งที่มันมีประโยชน์กับอนาคตให้มากกว่าที่เป็นอยู่

          ผมรักเพลงนี้ เพราะเพลงนี้ช่วยชีวิตผม และเชื่อว่า หลายคนที่ได้ฟังน่าจะรักเพลงนี้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญที่สุดคือ เพลงมันโคตรเพราะ ฟังง่าย นั่นแหละประเด็นสำคัญอีกอย่างนึงล่ะ


เงาของเมื่อวาน


           เพลงนี้เอาตรงๆง่ายๆเลยคือ มันโดน โดนใจมากๆสำหรับคนอกหัก เพลงนี้เป็นเพลงที่ทำออกมาเพื่อให้แฟนเพลงสามารถฟังได้ง่ายๆ และอินไปกับมันแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก หลังจากคิดจนเหนื่อยมากับไอ้สามเพลงด้านบนแล้ว(ฮา) เงาของเมื่อวาน เป็นเพลงที่ผมรักตั้งแต่การได้ฟังครั้งแรก เพราะท่อนมันโดนจริงๆโดยเฉพาะฮุคที่ชัดเจนและimpactกับการฟังมากๆ ส่วนจังหวะของเพลงมันก็เหมาะกับการนำไปเล่นสดเช่นกัน เพราะไม่ยืดเยื้อหรือย้วยน่าเบื่อเกินไปมากนัก สามารถเล่นกับจังหวะและการแสดงโชว์ได้ดี

          จุดแข็งที่สุดของเพลงนี้คือ เนื้อเพลงเลย ที่แต่งมาโดนทุกดอก ทุกท่อน และน่าจะทำให้คนที่ยังคิดถึงรักเก่าๆ ถึงกับดิ้นทุรนทุรายไปส่องเฟสแฟนที่เพิ่งเลิกกันไปเลยทีเดียว เพลงนี้พีค ชอบมาก ส่วนภาคดนตรี ท่อนลีดเก๋าๆสวยๆของคุณเชายังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม

น่าเอาแทร็คนี้ย้อนไปอยู่ในช่วงยุคร็อคครองเมือง แถวๆต้น2000s รับรองเป็นตำนานแน่นอน


ทำดีไม่เคยจำ


           ถ้าจะถามว่าเพลงไหนสุดโต่งที่สุดของค็อกเทลในชุดนี้ คงน่าจะได้คำตอบเดียวจากแฟนเพลงแหงๆ นั่นก็คือเพลงนี้ ทำดีไม่เคยจำ ที่เป็นการเล่นอะไรแผลงๆใหม่ๆของค็อกเทลที่ผสมเอาแนวดนตรี4-5แนวเอาไว้ในเพลงๆเดียวต่อกันเป็นช่วงๆ ผมนี่นึกถึงไปตำนานอย่างBohemian RhapsodyของQUEENเลย ไม่ได้บอกว่ามันจะเจ๋งถึงขั้นนั้น แต่ด้วยความเป็นออเคสตร้าที่มีความโอเปร่านิดๆอยู่ในตัว และพื้นฐานความเป็นร็อค แถมเป็นเพลงยาวที่นำการเปลี่ยนผ่านแนวเพลงหลายๆแนวมาใส่ในดนตรีเดียวกันในเชิงทดลองเช่นนี้ มันพีคจริงๆ จุดที่ผมชอบคือเขาสามารถนำเอาดนตรีแว๊นๆสามช่าสามารถมารวมกับงานของวงได้เหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน และดูไม่ประดักประเดิดอะไรเลย

          เพลงนี้เอาไปเล่นสดคือ มันส์เชรี่ยๆ มันส์สุดๆแน่นอนอยู่แล้วเป็นเพลงระดับต้นๆของวงเลยที่น่าจะมันส์น่าดู ไล่ๆดูทั้งเพลงนี่ไม่รู้กี่แนวเลย ตั้งแต่ออเคสตร้าร็อค ตามมาด้วยอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่มีริฟกีต้าร์เท่ๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นสามช่าแง๊นๆ ลามไปจนมีจังหวะเร้กเก้ โกธิคร็อค ฮาร์ดคอร์ มาครบเลย เป็นเพลงที่ใส่ยับในคอนเสิร์ตน่าจะบิ๊วอารมณ์คอนฯได้สุดจริงๆงานนึงหากไปเล่นพวกเอ้าท์ดอร์นี่จะชัดเจนสุดๆ

           ที่น่าสนใจ อย่างที่เคยรีวิวตอนเพลงมันออกเอาไว้ นอกจากเอ็มวีที่ต้องตีความแล้ว เนื้อหาเพลงก็สำคัญ คนที่ทำดีมาเยอะแยะมากมาย เพียงแค่มีจุดดำของความผิดพลาดครั้งเดียวก็อาจจะเสียไปชั่วชีวิตเลยก็ได้ ส่วนไหนอีกมุมนึง ชื่อเพลงที่แท้จริงมันคือการประชด มันคือการหงายการ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกๆเคสที่มีคนทำผิดในบ้านเรานั่นแหละ (ช่วงนี้ไม่ใช่การ์ดรู้เท่าฯแล้ว ใช้”การ์ดป่วย”แทนรัวๆสำหรับคนที่ไม่ได้ป่วยจริง นัดแนะคนที่บ้านก่อนออกสื่อก็ดีนะ)
เนื้อหายังไม่ได้เอ้าท์เลย แค่เปลี่ยนตัวละครไปเรื่อยๆ และชื่อเรียกของข้ออ้างเท่านั้นเอง


ดนตรีกาล


          นี่คือความสวยงามของดนตรีจากค็อกเทลจริงๆ ผมฟังแล้วเชื่อว่า แฟนเพลงสายลึกที่หลงรักอัลบั้มอย่างIn The Memory of Summer Romance น่าจะชอบเพลงนี้นะเพราะมีกลิ่นอายอินดี้ๆที่เป็นเพลงสายวินเทจ โปรเกรสซีฟร็อค ไปถึงแนวทางโอเปร่าร็อคสูงมากๆ เพลงนี้ชัดสุดๆ เล่นใหญ่หนักทั้งเนื้อหา คำร้อง และภาคดนตรีให้สมชื่อดนตรีกาลจริงๆ ไม่เสียชื่อเลยเพลงนี้ประทับใจความโหดสัสของดนตรีมากๆ ยิ่งช่วงท้ายๆเปลี่ยนอารมณ์และเปลี่ยนแนวทางไปเป็นคันทรี่ แล้วตบท้ายด้วยโปรเกรสซีพร็อคจบแบบเท่ๆ เล่นโอเปร่าใหญ่ๆอีกรอบ

           บอกได้คำเดียวว่า คารวะสุดเพลงนี้ กราบเลย ยอมใจจริงๆ และนี่คือแนวทดลองสำหรับแฟนเพลงรุ่นหลัง แต่กลับเป็นoriginalที่สายลึกที่ตามมาตั้งแต่สมัยอินดี้รอคอยแหละ

ป.ล. เพลงนี้โชว์ความโหดของการร้องstudio versionของโอมให้hatersเห็นได้สะใจดี


เรา



          ไม่ต้องพล่ามอะไรมาก กับเพลงสายงานแต่งของค็อกเทลที่กลายเป็นอีกหนึ่งsignatureระดับไฮไลต์ของวงที่จะต้องมีเพลงแบบนี้ออกมาให้เราได้ฟังเรื่อยๆด้วยความเพราะ โรแมนติคขั้นสุดที่เราฟังแล้วอิน เพราะแฟนเพลงรู้กันดีว่าตาโอมเป็นคนยังไง เราถึงได้อินกับมัน จริงๆเป็นเหมือน “คู่ชีวิต” ที่เป็นภาคต่อๆมา และมันก็มีความแตกต่าง ปนอยู่ในความเป็นภาคต่อนั้นด้วยซึ่งไม่ได้เป็นการลอกไลน์เดิม แต่มันคือคนละเพลงกันจริงๆที่แค่อารมณ์เพลงใกล้ๆกันเท่านั้น

           ยอดความนิยมของเพลงนี้คงจะตอบได้อย่างชัดเจนว่า หากค็อกเทลตั้งใจจะทำเพลงแบบนี้ออกมาเมื่อไหร่ ชาร์ทกระจุยเมื่อนั้นทุกรอบ ไม่ว่าจะผ่านกระแสมานานแค่ไหนก็ตาม เพลงเพราะก็จะยังเป็นเพลงเพราะเสมอ ไม่มีอะไรมาทำลายมันลงได้
และนั่นแหละคนถึงได้รักที่จะฟังเพลงที่สะท้อนด้านที่สวยงามของความรักอย่างมีความสุขเช่นนี้


กาลเวลาพิสูจน์คน (feat. ไมค์ ภิรมย์พร)



          อย่างที่กล่าวไป นี่คือเพลงที่เป็นสํญลักษณ์ของอัลบั้มที่6นี้อีกเพลงที่สะท้อนถึงวิธีคิดในการทำงาน และนำเสนอออกมาว่า ชุดนี้พวกเขาอยากทดลองทำอะไร และอยากจะพูดเรื่องอะไร นั่นคือเรื่องของการทำงานเพลง แต่ในด้านของ

          สาระเนื้อหาของเพลงนี้ ผมคิดว่าเพลงนี้เหมาะสมที่สุดกับคำว่า “ทรงคุณค่า” ในแง่ของการเป็นเพลงที่ฟังแล้วมัน “ได้อะไรบางอย่าง” กลับไป ไม่ใช่เพียงแค่ฟังแล้วผ่านๆ หรืออยู่กับอารมณ์เพลงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว

          กาลเวลาพิสูจน์คน เอาจริงๆแล้วมันคือเพลงที่ “ให้กำลังใจชีวิต” แก่คนที่รู้สึกว่ากำลังเหนื่อยกับการเดินทางที่ยากลำบาก ต้องเจอแต่อุปสรรค และรู้สึกท้อแท้ใจ แต่อยากให้คนแต่ละคน ลองหันไปมองรอบข้างดูว่า เรายังมีคนที่รักนั้นกำลัง “รอ” เราอยู่หรือไม่ คนพวกนั้นแหละนอกจากเค้าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เราอยากจะทำเพื่อเขาแล้ว ในขณะเดียวกัน พวกเขาเองก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ดีที่สุด ที่พร้อมจะปลอบใจและโอบกอดเราเวลาที่เหนื่อยนั่นเอง คนที่เรารักคือทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งคนที่คอยปลอบใจให้กำลังใจ

เป็นคนที่เปรียบดั่งเป้าหมายให้ชีวิตเรามีคุณค่า และรู้ว่าเกิดมาต้องทำเพื่อใคร

          มันคือเพลงของคนสู้ชีวิตนั่นแหละ ซึ่งเมื่อถึงการพูดเรื่องราวในเพลงเช่นนี้แล้ว คนๆเดียวที่เราจะนึกถึงและเห็นภาพเด่นชัดที่สุด หลายๆคนจะต้องนึกถึงนักร้องอย่างพี่ไมค์ ภิรมย์พรแน่ๆ ที่น้ำเสียงของพี่ไมค์คือชัดเจนและตอบได้ทุกอย่าง ทั้งความจริงใจ ทั้งน้ำเสียงที่มีทั้งความเศร้า ความเรียล และความอบอุ่นที่ทรงพลังไปด้วยความหวังที่จะสู้ชีวิตที่ยากลำบากนี้ และให้รู้ว่า บนโลกนี้ไม่ได้มีเราที่ลำบากเพียงแค่คนเดียวนั่นเอง


          แกนหลักของแนวคิด มันอยู่ที่ท่อนพรีฮุคของเพลงนี้ที่สอดคล้องกับชื่อเพลง เพราะชีวิตคนเรามีโชคชะตาที่ต้องพบเจอความผิดหวัง อุปสรรค และความเจ็บปวดอยู่แล้วที่พร้อมจะผลักเราและกระทืบซ้ำให้เละอย่างไม่มีเยื่อใย เพราะขึ้นชื่อว่าโชคชะตาไม่ปราณีใครอยู่แล้ว แต่แม้จะมันจะโหดร้ายใส่เราเพียงใด แต่การเดิน และกาลเวลาที่พาชีวิตเราไปเรื่อยๆนั้น มันจะสอนเราให้ลุกขึ้นสู้และอดทนกับมันเอง อย่างที่เค้าบอก ชีวิตมันคือการเดินทางไปเรื่อยๆ ที่ถ้าแม้จะล้มยังไงก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะล้มและพลาดพลั้งได้ แต่ถ้าคุณยังคงพยายามลุกขึ้นมาเรื่อยๆไม่หยุด มันจะต้องไปถึงเป้าหมายที่ต้องการอย่างแน่นอน
          
          เพลงนี้มันมีคุณค่ามากมายจริงๆ และเอ็มวีเนื้อหาที่มีสตอรี่ก็ช่วยให้ทุกอย่างทรงคุณค่ายิ่งกว่าเดิมด้วย ผมถือว่าเพลงนี้คือเพลงที่พิเศษสุดๆของอัลบั้มชุดนี้ แม้เนื้อหามันจะไม่ได้เป็นเพลงขายด้านความรัก แต่มันขายกำลังใจให้คนฟังได้ไปสู้กับความท้อแท้ได้อย่างดีเยี่ยมกว่าเพลงรักเสียอีก

มันคือเพลงแห่งชีวิตอย่างแท้จริง


ช่างมัน



          เป็นเพลงที่เหมือนจะต่อเนื่องมาจากธีมชุดเก่าที่ต้องการเพลงที่มีจังหวะเอาไว้ใช้ในการเล่นแสดงสดด้วย และยังคงสานต่อสไตล์ที่มีความเป็นร็อคที่เข้มข้น ผสมกับภาคเครื่องสายที่เป็นลายเซ็นของวง ตัวเพลงมันจึงมีจังหวะที่เข้มแข็ง และเนื้อหาเพื่อให้สอดรับกับดนตรี จึงเป็นความเข้มแข็งของคนๆนึงที่มีต่อความรัก โดยใช้หลักง่ายๆแต่ลึกซึ้งอย่างการปล่อยวางให้กับเรื่องต่างๆ แล้วเลิกยึดติดกับมัน

ปรัชญาชีวิตขั้นสูง ถูก”กร่อน” ลงมาเป็นภาษาง่ายๆด้วยเพียงแค่คำว่า “ช่างมัน”

            เป็นเพลงที่ผมชอบฟังมาก อย่างที่บอกว่ามันไม่น่าเบื่อ เพราะด้วยจังหวะ ดนตรีที่แข็งแรง และภาคเครื่องสายสวยๆที่ทำให้เพลงมันมีกลิ่นค็อกเทลสูงจัดๆแบบที่วงอื่นทำซาวด์สำเนียงแบบนี้ไม่ได้ออกมากลิ่นแบบนี้ มีวงนี้วงเดียวแหละที่แต่งเพลงออกมาเป็นแบบนี้ (คำชมนะ!)

          เป็นเพลงรักที่สอดแทรกปรัชญาคิดง่ายๆแต่ควรปฏิบัติตามและเอาไปใช้ในทุกๆเรื่องจริงๆ เพลงนี้ส่วนตัวผมคิดว่าเหมือนเป็นเพลงที่กลับชาติมาเกิดใหม่จากอัลบั้มที่แล้ว มาโผล่อยู่ในอัลบั้มนี้นี่เอง (ฮา)

แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ผมชอบเพลงนี้มากๆนะ ดนตรีเข้มดี กระชับ ไม่ย้วย


ในเงา



           หากนับเพลงทำใหม่จริงๆนี่น่าจะถูกเลือกมาเป็นเพลงสุดท้ายปิดอัลบั้ม ถ้าไม่นับของแถมแทร็ค11เพื่อแฟนๆรุ่นเดอะ สำหรับเพลงที่มีชื่อว่า “ในเงา” คือเพลงอีกหนึ่งอย่างที่เป็นลายเซ็นของค็อกเทลที่มักจะทำเพลงที่มีกลิ่นอายtraditional songแบบนี้ที่เป็นกึ่งๆcontemporary แต่เพลงนี้ไม่ถึงกับสุดโต่งขนาดนั้น เพราะภาพรวมเป็นเพลงคันทรี่โฟล์คจ๋าๆ ที่มีความ “น่ารัก” ที่สุดในอัลบั้มนี้เลย สามารถพูดได้ว่านี่คือความน่ารักและความเบาที่แท้จริง ที่เอามาปิดอัลบบั้มให้ทุกอย่างมันจบท้ายด้วยความซอฟท์อย่างดีเลย
เนื้อหาของเพลงก็น่ารักมากๆ นานๆจะเจอค็อกเทลทำเพลงแบบคนเจียมตัว รู้ที่รู้ความสำคัญของตัวเองดีว่า ทำได้เพียงแค่อยู่ในเงา แอบรักเธออยู่ในนั้นเท่านั้นเอง ตัวเมโลดี้ทำนองเพลงนี้มีความเก่าอย่างที่บอกแบบแนวๆคอนเทมฯเลย ดนตรีก็น่ารักมากๆ ผมอยากจะบอกว่า ผมรักเพลงนี้ และรักที่ค็อกเทลมักจะทำเพลงที่แตกต่างและเปลี่ยนอารมณ์การฟังให้มัน “สวยงามและเบาสบาย” เช่นนี้ติดมาในทุกๆอัลบั้มเสมอ

เพลงนี้บอกได้ว่ารักเลย ฟังแล้วยิ้ม มีความสุขทุกครั้ง ตัดความหนักของปรัชญาเพลงตาโอมได้เป็นอย่างดี(ฮา)


คิดถึงฉันหรือเปล่า



          เป็นเวอร์ชั่น2019จากอัลบั้มที่6ที่บอกเลยว่า แฟนเพลงเก่าๆน่าจะฟินกับมันมากจริงๆเพราะนี่คือแทร็คระดับตำนานของCocktail ที่ฟังกันมาตั้งแต่ชุด 36,000 Miles Away From Here ที่ถูกนำมาRe-Master ใหม่ และดูทรงแล้วผมว่าน่าจะ Re-Arrange ด้วยเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการเล่น รายละเอียด และความเต็มแบนด์ที่เพิ่มเข้ามามากกว่าเวอร์ชั่นดิบๆของoriginal ซึ่งก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วตามปกติที่วงโตขึ้น และมีภาคดนตรีที่แข็งแรงกว่าเดิม ฝีมือดีกว่าเดิม การจะได้ฟังเพลงเก่าที่โครงเพลงเป็น”อมตะสำหรับสาวกเดนตายของค็อกเทล” เมื่อนำมาเล่นด้วยฝีมือของศิลปินในยุคปัจจุบันที่ฝึกปรือและตกตะกอนมาเต็มที่ แม้จะไม่ใช่ต้นแบบเป๊ะๆของจุดเริ่มต้น แต่มันมีความสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งดนตรีที่แน่นขึ้น เต็มขึ้น สมบูรณ์ ทั้งการอัดเสียง การมาสเตอร์ การร้อง ทุกอย่างดีขึ้นทั้งหมด โดยที่ยังเคารพต้นฉบับอย่างเต็มเปี่ยมไม่มีไปเปลี่ยนอะไรเลยนอกจากทำให้เต็มขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง
เป็นเพลงที่ทำให้แฟนเก่าๆน่าจะยิ้มออกว่า อย่างน้อยๆค็อกเทลอาจจะทดลองอะไรใหม่ๆ แต่พวกเขา “ไม่เคยลืมแฟนเก่า” อย่างแน่นอน ซึ่งผมมีความสุขกับเรื่องนี้มาก

           
             หมดในภาคการรีวิวเพลง ส่วนของการแกะกล่องนั้น ขอผ่านเอาให้คนอื่นรีวิวไปแล้วกัน (อ้าว) เพราะบอกตามตรงว่า ผู้เขียนไม่แกะกล่องโว้ยยยยยยยยย (ฮา) อย่างที่บอกว่า กลัวมันเก่า อยากเก็บเอาไว้บูชาขึ้นหิ้ง 5555 ดังนั้นเราจึงยังไม่ได้แกะออกมาในตอนนี้ เดี๋ยวรอทุกอย่างพร้อมก่อน สักวันนึงค่อยแกะ แต่ดูรีวิวกับตัวรายละเอียดที่เค้าลงไว้แล้ว ราคาไม่แพงมากแต่ได้ของเยอะเลย พิเศษสุดๆคือเทปม้วนแรกของวง อันนี้แม่งพีคมาก อยากได้สุดๆ แต่ก็ต้องไปควานหาเครื่องเล่นเทปอีก ที่ยุค2019 เครื่องเล่นเทปกลายเป็นของหายากไปแล้ว สำหรับเด็กยุค90sอย่างผม ตอนนี้กระหายอยากได้เครื่องเล่นเทปกลับมามากๆจริงๆแล้วจะฟังเทปชุดนี้ให้ครบหน้า แล้วเอาปากกากรอเทปซะให้ยืดเลย ยืดเมื่อไหร่ค่อยเอาไปแช่ตู้เย็นแล้วฟังใหม่!


             ค็อกเทลSpecial Edition Box Setชุดนี้ จะได้”ทั้งเทปและซีดี” เหมือนอย่างที่สมัยก่อนชอบโปรยคำโปรโมทขายเทปกันแบบนี้ รวมถึงนอกจากนี้ในกล่องยังมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่ และPortrait Postcardsให้ได้สะสมกันด้วย พร้อมด้วยตัวกล่องที่ลายสวยงดงามมาก และโลโก้ค็อกเทลแบบใหม่ที่โคตรเท่ ตัวกล่องสีขาวแบบวินเทจๆหรูๆตามสไตล์อีวงนี้เลย น่าเก็บจัดๆ ดังนั้นใครที่ยังหาไม่ได้ก็รอรอบออนไลน์ ไม่ก็ลองไปหาตามร้าน หรือคนที่หิ้วมากันเอาเอง แต่คนรีวิวรอดตายแล้วเพราะได้มาในมือชุดนึงเอาไว้สะสมบนหิ้งแล้วเรียบร้อย



            เป็นอัลบั้มที่ภาพรวมผมรู้สึกชื่นชอบความกล้าของค็อกเทลที่จะทดลองทำอะไรใหม่ๆให้พวกเราได้มาฟังกัน แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นแนวที่จะได้รับความนิยม หรือเรียกรายได้จากยอดดาวน์โหลดอะไรมากนักเท่ากับการทำเพลงตลาดฮิตๆออกมาขาย แต่นี่คือการเดินทาง และการเรียนรู้ไปในตัวของพวกเขาที่จะทำให้อนาคตข้างหน้า เราจะได้เห็นงานที่มันก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปอีกเรื่อยๆ โดยมีตัวแปรคือกาลเวลาที่จะพาทุกอย่างไปอย่างที่พวกเขาเป็น และนั่นแหละคือ Cocktail วงดนตรีที่ใช้ความสวยงามเป็นพลังในการสื่อสารแก่แฟนเพลง ผ่านกาลเวลาที่ดำเนินไปพร้อมการเดินทางของวงนั่นเอง..

Cocktailจะอยู่ในใจผมตลอดไปเหมือนที่มันเคยเป็นมาตลอด..

Cocktail