Star Wars : The Rise of Skywalker ปิดตำนานอย่างสวยงามด้วยความอิ่มเอม 9/10 [Spoiled]

หัตถาครองพิภพ January 19, 2020

Star Wars : The Rise of Skywalker ปิดตำนานอย่างสวยงามด้วยความอิ่มเอม 9/10 [Spoiled]

 

 

           ในที่สุดมหากาพย์ลิเกอวกาศอย่างที่หลายคนชอบเรียกกันอย่าง Star Wars ที่เป็นไตรภาคชุดที่สาม ภาค7 / 8 / 9 นั้นก็ได้ดำเนินมาถึงภาคที่9 ซึ่งเป็นการปิดเนื้อเรื่องไตรภาคที่สาม และก็อย่างที่เราทราบกันว่า เรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมานับตั้งแต่ภาค1 ถึงภาค8ที่กล่าวถึงตำนานของSkywalkerเป็นแกนหลักนั้นจะถูกจบเรื่องราวลงในภาคนี้อย่างสิ้นเชิง และอาจจะเริ่มต้นตำนานใหม่ในภาคหน้าถ้าได้ทำการสร้าง

 

แต่เชื่อเถอะว่าสุดท้ายแล้ว ตำนานของSkywalkerซึ่งเป็นไอคอนของหนังชุดเรื่องนี้ ยังไงก็สำคัญและต้องได้กลับมาอีกอย่างแน่นอน

 

          สตาร์วอร์ภาค9นี้มี J.J. Abrams กลับมากุมบังเหียนอีกครั้งนับจาก7 The Force Awaken ที่เจเจทำเอง และหลังจากที่ภาค8 The Last Jedi ที่ได้Rian Johnsonดูแลการผลิตซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์มากแต่อาจจะไม่ถูกใจแฟนสตาร์วอร์ต้นตำรับหลายๆคนที่ได้แหวกแนวสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาในSagaของStar Wars นั้น เจเจก็กลับมาในการปิดตำนานไตรภาคนี้อีกครั้ง

 

          ในแง่ของการดูหนังแล้ว หลายคนอาจจะปลื้มหรือไม่ปลื้ม 7/9 หรืออาจจะไม่ชอบ 8 ที่ทำลายขนบเดิมๆของสตาร์วอร์ แต่ผู้เขียนเองในฐานะแฟนของสตาร์วอร์ที่ดูมาครบนั้นกล้าพูดได้เลยว่า 7-8-9 นั้นสำหรับผม ดูแล้วมีความสุขทุกภาค โดยที่7ก็เหมือนเป็นการทำให้แฟนหนังหายคิดถึงอีกครั้ง ก่อนที่8จะแหวกอะไรเดิมๆเพื่อความแปลกใหม่ และก็ทำได้ดีจริงๆเข้าขั้นประทับใจ และสุดท้าย ภาค9ที่มาคลายปมที่ขมวดมาทั้งหมดให้จบอย่างสมบูรณ์แบบ

 

          ดังนั้นผมเป็นคนที่โชคดีมากที่ดูแล้วมีความสุขกับ 7-8-9 หมด ไม่แพ้6ภาคแรกซึ่งมีกลิ่นอายที่แตกต่างกันเป็นเซ็ตๆไตรภาคไป และผมว่าไตรภาคสุดท้ายนี้ของสกายวอล์คเกอร์ ก็ทำหน้าที่และปิดฉากมันได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

 

 

           ปัญหาเดียวของภาค9 The Rise of Skywalkerนี้นั้นที่เห็น เหมือนจะมีแค่เรื่องเดียวก็คือ มันจะต้องคลายปมที่มีทั้งหมดในหนังให้จบสิ้นภายในเวลาของหนังภาคเดียว ดังนั้นทุกอย่างมันจึงต้องกระชับและเร็วมากๆ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูไม่มีอะไรปูมาอย่างมีน้ำหนักพอเท่าไหร่อย่างการกลับมาดื้อๆของพัลพาทีน หรือการเฉลยปมของเรย์ ที่คนสงสัยมาตลอดว่าครอบครัวเป็นยังไง และรวมถึงพล็อตโฮลบางอย่างที่หนังมี

 

           แต่ทุกๆสิ่งที่เป็นคำบ่นจากคนดูหนังบางส่วนนั้นผู้เขียนคิดว่ามันเล็กน้อยมากๆเมื่อในที่สุดเราก็ดูหนังได้อย่างมีความสุขไปกับความเต็มอิ่มที่ปมทั้งหมดมันได้เฉลย และเคลียร์กันในภาคนี้ แม้จะรวบรัดแต่ก็คลายสงสัยแล้วในที่สุดในทุกๆอย่าง ทำให้แฟนเก่าของหนังอย่างผมรู้สึกฟินได้กับหลายๆฉากในตำนานที่หยิบขึ้นมาให้แฟนๆมีความสุขกันเล็กๆน้อยๆอย่างการยกยานX-Wing ช่วงตอนที่เรย์ได้ยินเสียงของเหล่าเจไดในอดีตซ้อนขึ้นมาเพื่อรวมพลัง ฟังปุ๊บรู้ได้ทันทีเลยว่า มีการนำเสียงของคนแสดงเป็นเจไดคนเก่าๆมาอยู่ในหนังเรื่องนี้จริงๆตอนช่วยกันเรียกเรย์ขึ้นมา บางคนนี่ฟังแล้วรู้เลย และปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริงด้วยตอนที่นั่งดูเครดิตท้ายหนัง ก็มีชื่อคนให้เสียงขึ้นมาจริงๆ

 

          อีกเรื่องของการคลายปมนั้นน่าจะมีไฮไลท์อยู่ที่ตัวเรย์ กับ เบน หรือไคโลเร็น ซึ่งแม้ว่า ไอ้เจ้าพวกบอยแบนด์กองกำลังไนท์ออฟเร็น ที่ออกมายืนอย่างเท่เหลือเกินแต่ว่าบทต่อสู้มีกระจึ๋งเดียวแบบง่อยๆ ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย อุตส่ามายืนกันแบบเท่ๆ(ฮา) แต่นั่นแหละอย่างที่กล่าวไปว่า ภาค9มันเหมือนการต้องมาเก็บกวาดทั้งหมดของเจเจที่ต้องรีบคลายปมให้หมดภายในภาคเดียว จึงไม่มีเวลาและพื้นที่ให้คาแรคเตอร์เจ๋งๆพวกนี้ออกกล้องเยอะสักเท่าไหร่ ก็อาจจะต้องทำใจมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆนี้กันไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว การกลับใจที่มีเชื้ออยู่แล้วของไคโลเร็น ที่กลับมาเป็น เบน โซโลนั้น ถือเป็นช็อตที่ดีสุดๆอีกช็อตนึงเมื่อกลับมาช่วงท้ายเรื่องในระดับพระเอกจริงๆ มาแบบพระเอกที่หล่อมากกกกก แมนสุดๆจนหยดสุดท้ายที่ฉากจูบน่าจะทำให้เหล่าชิปคู่จิ้น ReyLo น่าจะฟินตายเหมือนกับผมเป็นแน่แท้

 

         ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะเห็นว่า เรื่องดีๆของภาค9นี้มีเยอะมาก และการได้เห็นหน้าลุค เลอาอีกครั้งทิ้งทวน คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเลยที่ทำให้ดูแล้วอบอุ่นใจ คุ้นเคย และจบแบบฟินๆแฮปปี้เอนดิ้งกันไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า ข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆมันไม่ได้ทำลายอรรถรสแห่งความสุขในการดูหนังของผมเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปรียบเทียบกันระหว่าง 7-8-9 ทั้งๆที่มันก็มีเสน่ห์ในตัวของแต่ละภาคอยู่แล้วในระดับที่รับได้ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด งานภาพของไตรภาคนี้ผมถือว่าดีมาก ดีสุดๆ ฉากสวย และการดวลดาบที่อาจจะไม่ได้ดูจะเป็นมือโปรเหมือนไตรภาค1-2-3 ก็ถือว่าสมเหตุสมผลที่ภาคหลังๆเจไดสาบสูญหมดและไม่มีใครได้เรียนวิชา สอนวิชาดาบแบบจริงๆจังๆได้ ดังนั้นฉากต่อสู้สวยๆเหมือน 1/3 ที่ดวลไลท์เซเบอร์กัน จึงกลายเป็นการฟาดดาบแบบดิบๆ ของคนที่ไม่สำเร็จวิชาทั้งคู่ ทั้งเรย์ และเบน ที่ยังไม่ได้โปรถึงระดับมาสเตอร์เช่นนั้นก็สมเหตุสมผลดี

 

ผมกลับชอบการดวลดาบแบบดิบๆเช่นนี้ไม่แพ้ของเก่าแบบมันส์ๆด้วยซ้ำ

 

 

         สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวล ความสุขในการดู Star Wars IX : The Rise of Skywalker นี้ผมมีความสุขตลอดการดูหนัง อิ่มเอมกับทุกๆอย่างในนั้น ทั้งการเซอร์วิสแฟนบอย งานภาพสวยๆ การคลายปมทั้งหมดให้คนดูจบความสงสัย ถือว่าทำได้ดีในระยะเวลาแล้ว ซึ่งความอิ่มในฐานะแฟนหนังที่ได้ปิดไตรภาคอย่างสมบูรณ์ รวมถึงจบSagaของSkywalkerไปด้วยนั้นถือว่าทำได้ดีแล้ว ดังนั้นคะแนนเกือบเต็มจึงสมควรที่สุดกับความสุขที่ได้รับ ส่วนที่หักคะแนนไป1แต้มก็คือช่องโหว่ที่หลายๆคนทราบ และสังเกตได้จากหนัง ซึ่งมันเป็นส่วนน้อยมากเลยในภาคของการดูเพื่อหาความสุขจากหนังที่เราชอบเช่นนี้

 

Review Scores : 9/10

 

          แม้ว่าดีสนีย์จะทำอะไรหลายๆอย่างที่น่าขัดใจ ทั้งฉากการต่อสู้แบบดีสนีย์จ๋าๆ การบิ๊วอารมณ์ การดวลกันที่สุดท้ายไม่มีฉากดาบในการปะทะกับพัลพาทีนก็ตามที มันก็สมเหตุผลอยู่แล้วที่พี่แกถนัดforceมากกว่าไม่ใช่สายดาบเป็นต้น ถึงจะมีอะไรหลายอย่างขัดจ แต่ก็ถือว่าปิดตำนานได้เรียบร้อยไปแล้ว อิ่มในความรู้สึก แม้จะไม่ครบถ้วน100%อย่างที่หลายๆคนหวังไว้ว่ามันจะปิดที่ปูมาทั้งหมดได้สวยเหมือนAvengers End Gameในปีเดียวกันนี้ แต่ผมว่า The Rise of Skywalker น่าจะทำให้แฟนๆของสตาร์วอร์นั้นมีความสุขอย่างถึงที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้แล้ว

 

ว่าแล้วก็ไปย้อนดูใหม่ตั้งแต่ภาค1ถึง9อีกสักหลายๆรอบดีกว่า ^^

The Rise of Skywalker , Star Wars