Article

“ตะเกียง” (Lantern) จาก CRESCENDO การกลับมาอย่างอลัการและสุดโฉดของราชัน

หัตถาครองพิภพ May 07, 2021

“ตะเกียง” (Lantern) จาก CRESCENDO การกลับมาอย่างอลัการและสุดโฉดของราชัน

 

 

 

          น่าจะเป็นอีกครั้งที่การรอคอยสิ้นสุดสักที เมื่อ CRESCENDO กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแฟนใหม่หน้าคุ้นๆอย่าง พี่บี พีระพัฒน์ ในนามของ “บี เครสเชนโด้” ในการยืนเป็นฟร้อนท์แมนของวงดนตรีในตำนานอีกหนึ่งวง หลังจากที่ผ่านการเดินทางมามากมายตลอดเส้นทาง คราวนี้ก็ได้เวลากลับมาบรรจบกันอีกครั้งของจุดเริ่มต้นของเครสเชนโด้ โดยมีเสียงพี่บีเป็นตัวแทนของวงนั่นเอง และคราวนี้มาภายใต้บ้าน Love Is ในซิงเกิลใหม่ที่มีชื่อสั้นๆง่ายๆ แต่ความหมายและดนตรีของเพลงไม่ง่ายเลย

 

ซิงเกิลนี้มีชื่อว่า “ตะเกียง” | Lantern

 

          คอนเซปต์ของเพลงค่อนข้างชัดเจน จากแรงบันดาลใจที่พี่บีได้มาจากการอ่านหนังสือ และมีคำๆว่า ตะเกียงกลางวันอยู่ ซึ่งอย่างที่เรารู้กัน ตะเกียงตอนกลางวันมันจะมีความหมายอะไร เพราะท่ามกลางช่วงเวลาที่มีแสง ตะเกียงก็หมดค่า และจะมีค่าอีกครั้งเมื่อยามค่ำคืนมาเยือน เสียงเล็กๆแผ่วๆของตะเกียง ถึงจะถูกเหลียวมองและมองเห็นคุณค่าของมันอีกครั้ง

 

           และใช่แล้ว เสียงตะเกียงคือความรักของเรา ที่มีค่ากับอีกฝ่ายหนึ่งในยามที่อยู่ในช่วงเวลาที่มืดมิดในชีวิต และหันมาหาที่พึ่งเล็กๆอย่างเรานั่นเอง

 

            การนำเอาตะเกียงมาเปรียบเทียบนั้น เป็นคอนเซปต์ที่คมมากๆเพราะว่าตะเกียงมันมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ เพราะปกติแล้วแสงของตะเกียงก็ไม่ได้สว่างอะไรมากมาย แต่ก็พอจะมอบแสงให้มองเห็นได้ เป็นการเปรียบเปรยกับความรักของเราที่มีค่าเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็สู้แสงตะวันยามที่พระอาทิตย์ขึ้น และมีแสงสว่างที่เปล่งออกมาสว่างกว่าเราร้อยเท่าพันเท่า ก็เหมือนเราที่สู้ความรักจากเขาไม่ได้นั่นเอง

 

           คอนเซปต์เพลงนี้ยอดเยี่ยมทีเดียว เป็นเพลงรักที่เอาจริงๆเป็นพล็อตความรักตลาดมากๆ แต่ว่าเนื้อหาและวิธีคิดมันลึกลงไปกว่านั้นอีก1-2ชั้น ทำให้เนื้อหาความรักเดิมๆมันสามารถสร้างความแปลกใหม่ในการถ่ายทอดได้ โดยผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบในเนื้อเพลงนี้นั่นเอง หลังจากที่พิจารณาเนื้อเพลงนี้ต้องบอกเลยว่า คนแต่งเพลงอย่างคุณ ฬินา ลีนุตพงษ์ เขียนLyricมาได้เนี้ยบมากๆ ทั้งการสโคปกรอบเนื้อหา การเปรียบเปรย การใช้คำที่สละสลวย ฟังแล้วลื่นหู และส่วนใหญ่ของทั้งเพลงนี้ทำขึ้นมาโดยเครสเชนโดทั้งวง ที่สำคัญคือยังมีเครดิตของสมาชิกดั้งเดิมอย่างพี่นอ นรเทพ มาแสง ในตำแหน่งเบสด้วย ที่ออกไปโฟกัสกับวงพอสเต็มที่แล้ว ก็ยังมาช่วยเบื้องหลังในเพลงนี้อยู่ แค่ไม่ได้แบ่งเวลามาเล่นกับวงด้วยแค่นั้นเอง ซึ่งมันน่าประทับใจมากๆนะเพราะนั่นทำให้กลิ่นอายของCrescendoอยู่เหมือนเดิมครบถ้วนมากๆ (มิน่าล่ะ ก็ว่าไม่อยู่จากวง ทำไมเพลงมีกลิ่นอายแบบเดิมเป๊ะ)

 

          จุดที่เป็นจุดแข็งมากๆของเพลงนี้คือความซับซ้อนและความเหนือชั้นในเชิงดนตรี ที่ต้องบอกว่ามันเป็นการกลับมาของเครสเชนโด้ที่โคตรโหด และอลังการมากๆ เอาง่ายๆแค่เมโลดี้ร้องของพี่บีก็ร้องตามได้ยากมากแล้ว ทั้งจังหวะที่เหมือนจะเป็น6/8 การลากเมโลดี้และอิมโพรไวส์โหดๆที่จับทางไม่ได้ ง่ายๆเลยไปดูเวิร์ส2ท่อนร้องพี่บีนี่แบบ โอ้โห.. จะรัวถึงไหน จะหยุดตรงไหน ดักยากมาก แล้วยิ่งท่อนอิมโพรไวส์ช่วงโซโล่นี่ไม่ต้องพูดถึง

 

          แต่แม้จะมีความซับซ้อนอลังการ แต่มันก็เป็นเพลงที่ฟังง่ายและเราสามารถปล่อยกายและใจให้ไหลไปพร้อมกับอารมณ์เพลงได้อย่างสบายๆไม่มีสะดุด หลับตาฟังนี่คือโคตรโฟลวจริงๆ ดังนั้นใครที่คิดว่ามันจะเป็นเพลงที่ฟังยากนั้น กลับกันเลย มันเป็นเพลงที่ใช้ใจเสพได้สบายๆ แล้วคุณจะฟินเหมือนกับแฟนเพลงพันธุ์แท้ของเครสเชนโด้ที่ฟินกับการกลับมาในเพลงนี้มากๆ เพราะมันโคตรเพราะแบบอลังการ ไร้เทียมทานสุดๆนั่นเอง

 

เตรียมตัวกันให้พร้อม ราชันกลับมาแล้ว

CRESCENDO , ตะเกียง